Posts

e-book กับจุดจบของสิ่งพิมพ์แบบที่คุณเคยรู้จัก

ที่จริงว่าจะจั่วหัวเป็นภาษาประกิตว่า “e-book and the end of publishing as you know it” แต่เขียนเป็นไทยน่าจะเข้าใจได้ง่ายกว่า หรือหากจะให้แรงหน่อยอาจเขียนเป็น “e-book ส่งเสริมหรือทำลายวงการหนังสือ” แต่เกรงว่าจะแรงไปนิด เอาแค่สะกิดต่อมรับรู้กันพองามละกันนะครับ 😉

ก่อนจะไปถึงเรื่องว่า e-book มีผลกระทบอย่างไรกับวงการหนังสือ คงต้องดูกันก่อนว่า e-book ปัจจุบันหน้าตาอย่างไร มีกี่จำพวก เพราะเดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยมองหรือนึก ถึง e-book บนคอมกันซักเท่าไหร่แล้ว พอพูดขึ้นมาปั๊บก็มักจะนึกถึงบน reading device ทั้งหลายแหล่ เช่น iPad, Kindle, smartphone ที่รวมกันทุกระบบแล้วนับหลายล้านเครื่องในเมืองไทย และบรรดาแท็บเบล็ตระบบ Android ทั้งหลายแหล่ที่จะพาเหรดกันออกมาเต็มตลาดในปีนี้ในราคาที่ถูกจนน่าตกใจ เช่น 3-4 พันบาท เป็นต้น

e-book ที่จะอ่านได้และคาดว่าจะเป็นที่นิยมบนอุปกรณ์เหล่านี้ เท่าที่เห็นอาจจะมีราวๆ สามกลุ่ม (แต่ไม่ได้จำกัดแค่นี้ เพราะยังคงมีคนคิดอะไรใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ) ดังนี้

ปก "The Innovation secret of Steve Jobs" ฉบับ e-book บน iPad ยังเป็นตัวหนังสือล้วนๆ เหมือนฉบับพิมพ์

กลุ่มแรก คือพวกที่มีตัวหนังสือและภาพนิ่งล้วนๆ อย่างที่ Amazon ขายอยู่บน Kindle store, Apple ขายอยู่ใน iBookstore ไม่ว่าจะเป็นภาพสีหรือขาวดำก็ตาม กลุ่มนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นการจำลองแบบจากหนังสือเล่มที่เป็นฉบับพิมพ์จริงมาโดยตรงหน้าต่อหน้า ไม่ว่าจะเป็นหนังสือนิยาย วรรณกรรม สารคดี วิชาการ บริหารธุรกิจ ฯลฯ

โดยทั่วไปการแปลงหนังสือกลุ่มนี้เป็น e-book จะมีการเพิ่มความสามารถปรับขนาดฟอนต์ในการแสดงผลให้ใหญ่- เล็กตามหน้าจอหรืออุปกรณ์ที่ใช้ได้ แต่บางทีถ้าเป็นหนังสือที่มีภาพประกอบที่วางแบบสวยงาม ชิดซ้าย ชิดขวา หรือวางข้อความล้อมรูป การปรับฟอนต์ก็พาลทำให้หน้าที่จัดเลย์เอาท์ไว้ดีๆ รวนไปเสียจนอ่านไม่รู้เรื่องก็มี อันนี้นับเป็นข้อจำกัดอันหนึ่งในการแปลงไฟล์ที่จัดหน้าแบบหนังสือให้กลายเป็น e-book ซึ่งไม่ใช่ว่าจะแก้ไขไม่ได้ แต่ต้องจัดการกันอย่างพิถีพิถันหน่อย

กลุ่มที่สอง คือพวกที่เพิ่มมัลติมีเดีย วิดีโอ เสียงประกอบ ฯลฯ เข้าไป เช่นบางภาพแทนที่จะดูภาพนิ่งก็กลายเป็นวิดีโอแทน มีเสียงบรรยายประกอบบางช่วง มีดนตรีประกอบเพื่อสร้างบรรยากาศในการอ่าน ซึ่งเป็นไปได้ทั้งนิยาย (ที่อาจจะต้องสร้างบางฉากเป็นหนังสั้นแบบมิวสิควิดีโอหรือ mv) หรือสารคดีที่ผสมกันระหว่างคำบรรยายกับภาพและเสียง

หนังสือนำเที่ยวเชียงใหม่ (ซ้าย) VS แอพพลิเคชั่นนำเที่ยวเชียงใหม่บน iPhone (ขวา) พัฒนาโดยโปรวิชั่น หนังสือดูเพิ่มที่ www.provision.co.th (ขอโฆษณาหน่อยนะครับ สำหรับแอพคงจะเปิดให้โหลดได้เร็วๆนี้ครับ)

กลุ่มที่สาม อาจจะเรียกว่ามีพัฒนาการขึ้นไปอีกขั้น จนไม่แน่ใจว่ายังควรจะเรียกว่า e-book, application หรือ game กันแน่ คือกลุ่มที่เพิ่มเอฟเฟ็คต์และความสามารถในการโต้ตอบกับผู้อ่านเข้าไปด้วย เช่นหนังสือนิยายผจญภัยประเภทที่ให้ผู้อ่านเลือกฉากที่จะเล่น (อ่าน) เองได้ หนังสือท่องเที่ยวที่มีแผนที่และข้อมูลสถานที่ต่างๆ สัมพันธ์กับตำแหน่งปัจจุบันของผู้ใช้ เป็นต้น

จากที่เล่ามาจะเห็นว่า ทั้งหนังสือฉบับพิมพ์แบบเดิมและ e-book ในกลุ่มแรกที่เป็นพวก e-book แบบดั้งเดิมหรือ traditional น่าจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิตอลค่อนข้างมาก ด้วยความที่มันมีปริมาณข้อมูลค่อนข้างน้อยและนิ่ง ถ้าเป็นหนังสือเล่มก็อาจถูกสแกน (ความจริงเดี๋ยวนี้ไม่ต้องสแกน แค่ใช้กล้องในมือถือระดับไม่น้อยกว่า 5 ล้านพิกเซลก็ถ่ายชัดจนอ่านได้สบายแล้ว) ถึงแม้จะมีระบบป้องกันที่เรียกว่า DRM (Digital Right Management) ก็ยากจะป้องกันได้ทั่วถึงในระยะยาว (ปัญหาคล้ายกับที่อุตสาหกรรมเพลงเจอมาแล้วและเลิกใช้ DRM ไปในที่สุด แต่วงการหนังยังใช้อยู่) ยิ่งเป็นหนังสือเป็นหน้าๆ พอลงในจอ e-book ยิ่งก๊อปปี้ง่าย แค่ capture หน้าจอก็ได้แล้ว ยิ่งถ้า เนื้อหาหรือ content เป็นแบบข้อความนิ่งๆ เช่น วรรณกรรม ยิ่งมีโอกาสถูกก๊อปปี้ได้มากและไม่มีโอกาสที่จะปล่อย content ใหม่ออกมาทดแทนง่ายๆ เรียกว่าหลุดแล้วหลุดเลย ต่างกับพวกที่เป็นสาระความรู้หรือ non-fiction ที่ยังมีการอัพเดทใหม่ๆ ออกมา ทำให้ content ที่ถูกก๊อปปี้ไปด้อยค่าเพราะล้าสมัยไปตามเวลา

Read more

iPad : ฤาจะเป็นแพลทฟอร์มนี้ที่เปลี่ยนโลก ?

หมายเหตุ:

  1. บท ความนี้ตีพิมพ์ลงคอลัมน์ Plus Tag ในวารสาร D+Plus ปีที่ 14 ฉบับที่ 79 กุมภาพันธ์ 2553 หน้า 10-13 ซึ่งจะดูทั้งเล่มในแบบ PDF ได้ที่นี่
  2. บทความนี้เขียนขึ้นก่อนการเปิดตัว GTablet ของ Google

D+Plus ปีที่ 14 ฉบับที่ 79

มเชื่อว่าใครๆ ก็คงเห็นข่าวการเปิดตัวคอมพิวเตอร์แบบ tablet ในชื่อ iPad ของแอปเปิลเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข่าวฮือฮากันไปทั่วโลก ซึ่งปฏิกิริยาของผู้คนทั่วไปต่อข่าวนี้ก็หลากหลาย บ้างก็ตื่นเต้นรอคอย บ้างก็ผิดหวัง บ้างก็สงวนท่าที และสำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่านรายละเอียด ขอเก็บมาสรุปสั้นๆ และเล่าขยายอีกทีดังนี้ครับ

iPad : คอมพิวเตอร์รูปลักษณ์ใหม่จาก Apple

iPad : คอมพิวเตอร์รูปลักษณ์ใหม่จาก Apple (ภาพจาก www.apple.com)

iPad เป็นคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในรูป ?Tablet? ที่จะเรียกว่า ?สมุดบันทึก? หรือ ?แผ่นกระดาน? ก็ได้ มีขนาดประมาณ 19 x 24 นิ้ว คือกว้างและยาวกว่าวารสาร D+ Plus ฉบับที่คุณถืออยู่นี้ออกไปอีกข้างละประมาณ 2 เซนติเมตร หนาประมาณครึ่งนิ้วหรือ 1.3 เซนติเมตร หนักประมาณ 7- 8 ขีด แล้วแต่รุ่น เรียกว่าเบากว่าโน้ตบุ๊คขนาดเล็กหรือเน็ตบุ๊คอยู่ประมาณ 20 -30% โดยที่ทั้งเครื่องมีแค่จอภาพแบนๆ ชิ้นเดียว ไม่มีคีย์บอร์ดจริงติดมาด้วย โดยมีคีย์แบบสัมผัสให้บนจอ เช่นเดียวกับ iPhone (แต่สามารถใช้คีย์บอร์ดจริงแบบ Bluetooth เชื่อมต่อเข้ามาได้) หน้าจอสีขนาด 9.7 นิ้ว ความละเอียด 1024 x 768 จุด เป็นระบบสัมผัสแบบ capacitive แบบเดียวกับ iPhone คุณจึงสามารถใช้นิ้วมือลากเพื่อสั่งการได้เหมือนกัน ใช้ซีพียูที่เรียกว่า A4 ความเร็ว 1 GHz ซึ่งทางแอปเปิลผลิตเอง แต่ที่จริงก็คือซื้อลิขสิทธิ์ซีพียู Cortex-A9 จากบริษัท ARM ผู้นำเทคโนโลยีซีพียูประหยัดพลังงานในอุปกรณ์พกพาทั้งหลายมาพัฒนาต่อให้เป็นของ iPad โดยเฉพาะ ซึ่งก็คล้ายกับซีพียูที่ออกแบบโดย ARM เช่นกันซึ่งใช้ใน iPhone (ความเร็วอยู่ที่ 400 ? 600 MHz) และผลิตโดย Samsung ดังนั้น iPad จึงสามารถใช้ iPhone OS 3.2 และโปรแกรมต่างๆ ได้เหมือนกัน แบตเตอรี่ใช้งานได้ 10 ชั่วโมง และปิดไว้ได้โดยไม่ต้องชาร์จถึง 14 วัน (คาดกันว่าซีพียูตัวนี้อาจจะใช้ใน iPhone รุ่นถัดไปด้วย)

Read more

Cloud Computing คอมพิวเตอร์แบบอึมครึม

Cloud Computing

(ปี 2526 ? ยุคที่เพิ่งจะเริ่มมีเครื่อง IBM PC ได้ไม่นาน)

บก. เทคนิคของวารสารคอมพิวเตอร์เล่มหนึ่ง เขียนด้วยลายมือขยุกขยิกไว้ในต้นฉบับของบทบรรณาธิการทำนองนี้ ??ในอนาคต คุณอาจเรียกใช้คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย โดยไม่ได้รับรู้เลยว่าโปรแกรมที่คุณเรียกนั้นไปทำงานอยู่บนเครื่องไหน มีเพียงผลลัพธ์เท่านั้นที่ถูกส่งกลับมาแสดงบนเครื่องตรงหน้าคุณ?? เขาเขียนต่อไปจนจบหน้า บรรยายถึงระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งยังไม่มีอยู่จริง ด้วยหวังว่าจะสร้างภาพอนาคตให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึงความก้าวหน้าและโอกาสอีกมากมายที่จะตามมาในอนาคต เขานั่งเขียนต้นฉบับด้วยลายมือ เพราะยุคนั้นคอมพิวเตอร์ยังแพงเกินกว่าที่ออฟฟิศเล็กๆ จะมีให้ใช้ได้ครบคน น่าเสียดายที่วารสารฉบับนั้นไม่มีโอกาสได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ที่ บก. คาดคะเนเอาไว้ในวันที่เกิดขึ้นจริง เพราะมันจำเป็นต้องปิดตัวเองลงหลังจากนั้นไม่นาน

(ปี 2552 ? ที่เราอาจเรียกกันว่า ?ปัจจุบัน?)

บก. คนเดิมนั่งปั่นต้นฉบับ (ปั่น (กริยา) ? การเขียนด้วยความเร็วสูงกว่าปกติเพื่อให้ทันใช้งานแบบฉุกเฉิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกำหนดส่งงานใกล้จะมาถึง หรือบางทีก็เลยไปแล้วหลายวัน 😉 ให้กับวารสารอีกเล่มหนึ่ง เขาเริ่มต้นด้วยการเปิดบราวเซอร์ขึ้นมา เรียกใช้โปรแกรมGoogle Documents แล้วคีย์ข้อความลงไป ด้วยวิธีนี้ ต้นฉบับของเขาจะถูกเก็บอยู่บนเว็บ และสามารถเรียกใช้ได้จากเครื่องไหนก็ได้ในโลก ขอเพียงมีชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่ถูกต้อง และไม่ว่าคอมพิวเตอร์ที่เขาใช้จะรันระบบปฏิบัติการอะไร ตั้งแต่ Windows, Mac OS หรือ Linux หรือคุณสามารถทำงานได้สารพัดอย่าง โดยไม่จำเป็นต้องรู้เลยว่ากำลังใช้งานคอมพิวเตอร์เครื่องไหนอยู่ จะเป็นเครื่องตั้งโต๊ะขนาดใหญ่ เครื่องเน็ตบุ๊คตัวเล็ก (ในอนาคตคงจะรวมไปถึงโทรศัพท์มือถือ แต่วันนี้เขายังทำได้แค่เรียกดูเอกสารเท่านั้น แก้ไขยังไม่ได้) ต่างก็สามารถใช้งานได้เท่าๆกัน เขาไม่เคยมีไอเดียเลยว่าเอกสารนี้ถูกเก็บอยู่ในเครื่องที่มุมไหนของโลก หรือโปรแกรมที่ใช้คีย์ข้อมูลแบ่งหน้าที่กันอย่างไรระหว่างหน้าจอที่เขากำลังคีย์เข้าไป กับการจัดเก็บเอกสารในเครื่องเซิร์ฟเวอร์ รู้แต่ว่าจะเรียกใช้มันอย่างไรเท่านั้น และพอคลิกปุ่ม Save เอกสารทั้งหมดก็จะถูกเก็บไว้ให้เรียกใช้ได้เสมอ (ตราบใดที่เน็ตไม่ล่ม)

บก. คนเดิมนั่งปั่นต้นฉบับไปจนจบ พลางนึกไปถึงวันที่เขาเขียนบรรยายระบบคอมพิวเตอร์ที่ยังมาไม่ถึงนั้น เสียดายว่าถ้าเขารู้ว่ามันจะออกมามีหน้าตาเป็นอย่างไร ก็อาจจะไปจับไปทำเองเสียตั้งแต่ตอนนั้น ป่านนี้คงจะรวยไม่รู้เรื่อง ไม่ต้องมานั่งปั่นต้นฉบับอยู่อย่างนี้…

Read more