Posts

หนังสือกระดาษ VS อีบุ๊ค คำถามที่ไร้ประโยชน์อีกต่อไป

ผมอยู่ในแวดวงคนทำหนังสือมากว่าสามสิบปี และด้วยแบ็คกราวด์ที่เรียนมาทางวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ก็อาจจะพูดได้ว่าได้เห็นเทคโนโลยีดิจิตอลมาตั้งแต่เริ่มต้น ก่อนจะมีอินเทอร์เน็ตเสียอีก และตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ได้เห็นปฏิกิริยาของคนทำหนังสือที่มีต่อสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงอีบุ๊ค (E-book) ซึ่งเป็นไปในทางไม่ค่อยชอบใจปนสงสัยตลอดมา

คนในวงการหนังสือกลัวกันมากว่ามันจะเข้ามาแย่งตลาดหนังสือกระดาษที่เราคุ้นเคยกัน กลัวกันตั้งแต่เรื่องการถูกก๊อปปี้ เสียตลาดที่ควรได้ ซึ่งก็เป็นข้อที่มีเหตุผลฟังขึ้นในระดับหนึ่ง ต่อมาก็เถียงกันเรื่องว่าอ่านบนกระดาษสบายตากว่า และจับต้องได้ ในขณะที่อีบุ๊คต้องอ่านบนจอคอมพิวเตอร์ยุคนั้น (ซึ่งก็ยังไม่สบายตาจริงๆ น่ะแหละ) พอจอภาพของอุปกรณ์ทั้งหลายละเอียดมากขึ้น นิ่งขึ้น จนสามารถอ่านได้สบายตา แถมอยู่บนแท็บเล็ตที่หยิบจับได้เบากว่าหนังสืออีก ก็เปลี่ยนมาเถียงกันเรื่องความเป็นเจ้าของอีบุ๊คว่าถาวรมั้ย หรือสามารถโอนต่อให้ผู้อื่นได้เหมือนหนังสือเล่มหรือเปล่า หรืออย่างหนึ่งที่มักจะถูกยกมาอ้างถึงบ่อยๆก็เช่นว่าหนังสือมีกลิ่นและสัมผัสที่คุ้นเคย สามารถเปิดดูผ่านๆ (บราวซ์ – browse) ได้สะดวกกว่าอีบุ๊คเป็นต้น

ความเห็นส่วนตัวผมคิดว่าคำถามประเภทนี้ควรจะเลิกคิดเลิกถามกันได้แล้ว เพราะมันจะทำให้หลงประเด็นไปเป็นว่า “สื่ออะไรกำลังจะเข้ามาแทนที่หนังสือ?” เพราะที่จริงแล้วสิ่งที่จะถูกแทนที่หรือเปลี่ยนไปในอนาคต ไม่ใช่หนังสือกระดาษหรือแม้แต่หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปคือ “กระบวนการ” ในการรับสารหรือเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ของคนยุคใหม่มากกว่า ดังนั้นคำถามที่ถูกจึงควรจะเป็นว่า “คนในยุคหน้าเขาจะรับรู้เรื่องราวต่างๆ อย่างไร?” ซึ่งคำตอบคงไม่ใช่การอ่านตัวหนังสือล้วนๆ อย่างเดียว (ไม่นับการอ่านงานวรรณกรรม) แต่น่าจะเป็นการผสมผสานระหว่างข้อความ (ที่สั้นลง) กับภาพสวยๆ เสียงบรรยายหรือเล่าเรื่อง (เช่นในหนังสือเสียงหรือ audio book) วิดีโอ และอาจรวมถึงการโต้ตอบต่างๆ (interactive – ซึ่งจะนำเสนอได้แต่ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น) นอกจากนี้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ยังสามารถสืบค้น (search) ได้ แบบเดียวกับที่เราเสิร์ชจากกูเกิ้ล ทำให้ความจำเป็นที่จะต้องอ่านข้อความบรรยายต่อเนื่องยาวๆ หายไป กลายเป็นเจาะจงค้นหาเฉพาะตรงที่ต้องการรู้หรืออ้างอิงแทน

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตัวเลขการเติบโตของอีบุ๊คอาจไม่ได้มากมายอย่างที่หลายๆ คนกลัว แต่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไม่น่ากลัว เพราะที่ควรกลัวจริงๆ ไม่ใช่อีบุ๊ค แต่เป็น เฟซบุ๊ค (Facebook) และสื่อสังคมออนไลน์ หรือ social media อย่างอื่นมากกว่า เพราะสื่อเหล่านี้มีหลายรูปแบบ และกระจัดกระจายกันออกไป ทั้ง เฟซบุ๊ค อินสตาแกรม ไลน์ หรือแม้แต่เว็บไซต์ดังๆ ของไทยอย่าง Pantip.com, Dek-D.com, Sanook.comและอื่นๆ อีกหลายเจ้า แต่ที่เหมือนกันก็คือ สิ่งเหล่านี้แย่งเวลา แย่งความสนใจ หรือที่เรามักเล่นสำนวนกันว่า “แย่งสายตา” (eyeball) ของผู้อ่านที่มีเวลาจำกัดในแต่ละวันไปจากการอ่านทั้งหนังสือเล่มและนิตยสารต่างๆ ในสัดส่วนที่สูงจนน่าตกใจ (ลองนึกดูว่าในวันหนึ่งๆ คุณเข้าเฟซบุ๊คกี่หน หรือค้นหาข้อมูลจากห้องต่างๆ ใน Pantip.com หรือจะติดตามเบื้องหลังของดราม่าล่าสุดก็ตาม รวมๆ แล้วนานแค่ไหน เทียบกับเวลาในแต่ละวันที่ใช้กับการอ่านหนังสือเล่มหรือนิตยสาร) แถมในนั้นยังมีข้อมูลในปริมาณและรูปภาพที่มากมายมหาศาลอย่างที่ไม่สามารถหาที่พิมพ์ลงกระดาษเพื่อขายได้ ถึงแม้บางครั้งข้อมูลอาจจะหละหลวม กระจัดกระจาย ไม่ถูกต้องตรงเป๊ะ หรือไม่ได้อัพเดทให้ทันสมัยไปบ้าง แต่แหล่งข้อมูลเหล่านี้แหละที่น่าจะแย่งตลาดของหนังสือ non-fiction ไปได้มากพอสมควร

ลองนึกง่ายๆ ว่าแค่อ่านบทความที่แชร์มาในเฟซบุ๊คหรือไลน์ในแต่ละวัน คุณก็แทบจะไม่มีเวลาอ่านนิตยสารที่ซื้อมากองเป็นตั้งๆ แล้ว ที่หนักกว่านั้นก็คือ บทความเหล่านั้นบางทีก็ถูกคัดย่อมาแสดงแบบอัตโนมัติ และผู้อ่านก็มักจะอ่านเท่าที่คัดมาแสดงโดยไม่คลิกย้อนไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ต้นทางด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เว็บดังจริงๆ ทำให้เจ้าของบทความหรือ content ขาดรายได้ไปด้วย เพราะไม่ได้ทั้งจำนวนผู้เข้าชมเว็บที่มากขึ้นพอจะคุ้มค่าดำเนินการ หรือสามารถนำตัวเลขจำนวนผู้ชมไปอ้างอิงหาเพื่อโฆษณามาช่วยค่าทำเว็บ และที่ตามมาก็คือปัญหาว่า ธุรกิจจะดำเนินไปได้อย่างไร ทั้งๆที่บางที่ก็เป็นเพจที่มีเป็นคนไลค์เป็นแสนๆ หรือเฉียดล้านราย หรือเป็นเว็บที่มีคนกดเข้ามาดูจำนวนมากต่อวันก็มี

สรุปก็คือ อย่าไปกลัวเลยครับอีบุ๊ค ที่ควรกลัวคือเฟซบุ๊คและสื่อออนไลน์ต่างๆ ที่จะแย่งเวลาการอ่านจากลูกค้าไปมากกว่า พอเค้าไม่มีเวลา เค้าก็เลยยังไม่ซื้อหนังสือไปเก็บไว้เฉยๆ เรื่องก็มีอยู่ง่ายๆ (แต่แก้ยาก) ประมาณนี้ ก็เท่านั้นเอง 🙁

Feature Image : Daniel Hofstetter / Schweizerische Bundesbahnen SBB – CC BY-SA 2.0

รายชื่อผู้ให้บริการ e-book ในเมืองไทย

[update และแบ่งกลุ่มใหม่ตามผู้พัฒนาโปรแกรม ? ถึงวันที่ 11/07/55]

  1. I Love Library (Openserve) http://www.ilovelibrary.com
  2. Mobile E-Book (MEB by ASK Media) http://mebmarket.com
    ? CU-eBook Store (also by ASK Media)
  3. ebooks.in.th (PORAR Web Application) http://ebooks.in.th
  4. ZhAke BookStore (Outer Box) http://www.facebook.com/zhakebookstore และ www.zhake.com
  5. SWipeBook (SiamSquared Technologies) http://www.swipebook.com (?)
  6. eBooks (Asia Books) http://www.asiabooks.com/ThaiEBooksPage.aspx
  7. Se-ed http://www.se-ed.com
  8. Naiin PANN (Amarin) http://naiin.com
  9. Tato (G-Softbiz) http://www.thai-g.com และ http://www.tatointeractive.com
  10. Hytexts http://www.hytexts.com (ใช้ Bluefire reader ในการอ่าน)
  11. OokBee (IT Works) http://ookbee.com
    ? B2S (also by Ookbee) http://www.b2sebook.com
    ? AIS Bookstore (also by Ookbee) http://www.aisbookstore.com
    ? รวมถึงแอพ e-book ที่พัฒนาให้แบรนด์ต่างๆ อีกกว่า 90 ราย
  12. ThaiMagBook (Samart Multimedia) http://www.thaimagbook.com
  13. True Digital Bookstore http://book.truelife.com
  14. 4DBook http://www.4dbook.com

e-book กับจุดจบของสิ่งพิมพ์แบบที่คุณเคยรู้จัก

ที่จริงว่าจะจั่วหัวเป็นภาษาประกิตว่า “e-book and the end of publishing as you know it” แต่เขียนเป็นไทยน่าจะเข้าใจได้ง่ายกว่า หรือหากจะให้แรงหน่อยอาจเขียนเป็น “e-book ส่งเสริมหรือทำลายวงการหนังสือ” แต่เกรงว่าจะแรงไปนิด เอาแค่สะกิดต่อมรับรู้กันพองามละกันนะครับ 😉

ก่อนจะไปถึงเรื่องว่า e-book มีผลกระทบอย่างไรกับวงการหนังสือ คงต้องดูกันก่อนว่า e-book ปัจจุบันหน้าตาอย่างไร มีกี่จำพวก เพราะเดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยมองหรือนึก ถึง e-book บนคอมกันซักเท่าไหร่แล้ว พอพูดขึ้นมาปั๊บก็มักจะนึกถึงบน reading device ทั้งหลายแหล่ เช่น iPad, Kindle, smartphone ที่รวมกันทุกระบบแล้วนับหลายล้านเครื่องในเมืองไทย และบรรดาแท็บเบล็ตระบบ Android ทั้งหลายแหล่ที่จะพาเหรดกันออกมาเต็มตลาดในปีนี้ในราคาที่ถูกจนน่าตกใจ เช่น 3-4 พันบาท เป็นต้น

e-book ที่จะอ่านได้และคาดว่าจะเป็นที่นิยมบนอุปกรณ์เหล่านี้ เท่าที่เห็นอาจจะมีราวๆ สามกลุ่ม (แต่ไม่ได้จำกัดแค่นี้ เพราะยังคงมีคนคิดอะไรใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ) ดังนี้

ปก "The Innovation secret of Steve Jobs" ฉบับ e-book บน iPad ยังเป็นตัวหนังสือล้วนๆ เหมือนฉบับพิมพ์

กลุ่มแรก คือพวกที่มีตัวหนังสือและภาพนิ่งล้วนๆ อย่างที่ Amazon ขายอยู่บน Kindle store, Apple ขายอยู่ใน iBookstore ไม่ว่าจะเป็นภาพสีหรือขาวดำก็ตาม กลุ่มนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นการจำลองแบบจากหนังสือเล่มที่เป็นฉบับพิมพ์จริงมาโดยตรงหน้าต่อหน้า ไม่ว่าจะเป็นหนังสือนิยาย วรรณกรรม สารคดี วิชาการ บริหารธุรกิจ ฯลฯ

โดยทั่วไปการแปลงหนังสือกลุ่มนี้เป็น e-book จะมีการเพิ่มความสามารถปรับขนาดฟอนต์ในการแสดงผลให้ใหญ่- เล็กตามหน้าจอหรืออุปกรณ์ที่ใช้ได้ แต่บางทีถ้าเป็นหนังสือที่มีภาพประกอบที่วางแบบสวยงาม ชิดซ้าย ชิดขวา หรือวางข้อความล้อมรูป การปรับฟอนต์ก็พาลทำให้หน้าที่จัดเลย์เอาท์ไว้ดีๆ รวนไปเสียจนอ่านไม่รู้เรื่องก็มี อันนี้นับเป็นข้อจำกัดอันหนึ่งในการแปลงไฟล์ที่จัดหน้าแบบหนังสือให้กลายเป็น e-book ซึ่งไม่ใช่ว่าจะแก้ไขไม่ได้ แต่ต้องจัดการกันอย่างพิถีพิถันหน่อย

กลุ่มที่สอง คือพวกที่เพิ่มมัลติมีเดีย วิดีโอ เสียงประกอบ ฯลฯ เข้าไป เช่นบางภาพแทนที่จะดูภาพนิ่งก็กลายเป็นวิดีโอแทน มีเสียงบรรยายประกอบบางช่วง มีดนตรีประกอบเพื่อสร้างบรรยากาศในการอ่าน ซึ่งเป็นไปได้ทั้งนิยาย (ที่อาจจะต้องสร้างบางฉากเป็นหนังสั้นแบบมิวสิควิดีโอหรือ mv) หรือสารคดีที่ผสมกันระหว่างคำบรรยายกับภาพและเสียง

หนังสือนำเที่ยวเชียงใหม่ (ซ้าย) VS แอพพลิเคชั่นนำเที่ยวเชียงใหม่บน iPhone (ขวา) พัฒนาโดยโปรวิชั่น หนังสือดูเพิ่มที่ www.provision.co.th (ขอโฆษณาหน่อยนะครับ สำหรับแอพคงจะเปิดให้โหลดได้เร็วๆนี้ครับ)

กลุ่มที่สาม อาจจะเรียกว่ามีพัฒนาการขึ้นไปอีกขั้น จนไม่แน่ใจว่ายังควรจะเรียกว่า e-book, application หรือ game กันแน่ คือกลุ่มที่เพิ่มเอฟเฟ็คต์และความสามารถในการโต้ตอบกับผู้อ่านเข้าไปด้วย เช่นหนังสือนิยายผจญภัยประเภทที่ให้ผู้อ่านเลือกฉากที่จะเล่น (อ่าน) เองได้ หนังสือท่องเที่ยวที่มีแผนที่และข้อมูลสถานที่ต่างๆ สัมพันธ์กับตำแหน่งปัจจุบันของผู้ใช้ เป็นต้น

จากที่เล่ามาจะเห็นว่า ทั้งหนังสือฉบับพิมพ์แบบเดิมและ e-book ในกลุ่มแรกที่เป็นพวก e-book แบบดั้งเดิมหรือ traditional น่าจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิตอลค่อนข้างมาก ด้วยความที่มันมีปริมาณข้อมูลค่อนข้างน้อยและนิ่ง ถ้าเป็นหนังสือเล่มก็อาจถูกสแกน (ความจริงเดี๋ยวนี้ไม่ต้องสแกน แค่ใช้กล้องในมือถือระดับไม่น้อยกว่า 5 ล้านพิกเซลก็ถ่ายชัดจนอ่านได้สบายแล้ว) ถึงแม้จะมีระบบป้องกันที่เรียกว่า DRM (Digital Right Management) ก็ยากจะป้องกันได้ทั่วถึงในระยะยาว (ปัญหาคล้ายกับที่อุตสาหกรรมเพลงเจอมาแล้วและเลิกใช้ DRM ไปในที่สุด แต่วงการหนังยังใช้อยู่) ยิ่งเป็นหนังสือเป็นหน้าๆ พอลงในจอ e-book ยิ่งก๊อปปี้ง่าย แค่ capture หน้าจอก็ได้แล้ว ยิ่งถ้า เนื้อหาหรือ content เป็นแบบข้อความนิ่งๆ เช่น วรรณกรรม ยิ่งมีโอกาสถูกก๊อปปี้ได้มากและไม่มีโอกาสที่จะปล่อย content ใหม่ออกมาทดแทนง่ายๆ เรียกว่าหลุดแล้วหลุดเลย ต่างกับพวกที่เป็นสาระความรู้หรือ non-fiction ที่ยังมีการอัพเดทใหม่ๆ ออกมา ทำให้ content ที่ถูกก๊อปปี้ไปด้อยค่าเพราะล้าสมัยไปตามเวลา

Read more

Electronic Publication

ผมได้รับเชิญจากชมรมการจัดพิมพ์อิเล็กทรอนิกไทย (TEPCLUB) ให้ไปบรรยายเรื่อง Electronic Publication (Module 1 of 4) วันที่ 30 ตุลาคม 2553 ที่ชั้น 7 ห้อง 703 อาคารพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางภาพถ่ายและเทคโนโลยีทางการพิมพ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Module นี้เป็นการแนะนำอย่างกว้างๆ ถึงเทคโนโลยี E-publishing (E-book, E-Magazine, etc.) และผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้ใน ด้านต่างๆ เช่น ผู้อ่าน ผู้เขียน สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์ สายส่ง ร้านหนังสือ (บรรยายร่วมกับ อ.ธีระ ปิยคุณากร และคุณประสิทธิ์ คล่องงูเหลือม)

อีก 3 โมดูลที่เหลือจะเริ่มตั้งแต่เสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2553 เป็นต้นไป ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.tepclub.org/?page_id=1152 นะครับ

ส่วนสไลด์ที่บรรยาย ในรูปแบบ PDF ดาวน์โหลดได้โดยคลิกที่รูปข้างล่างเลยครับ

True เปิดตัว E-Book Store แห่งแรกของไทย


บริษัท ทรู ดิจิตอล คอนเท้นท์ แอนด์ มีเดีย จำกัด (True Digital Content and Media? – TDCM) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว E-Book Store หรือ Digital book store แห่งแรกของไทย www.truebookstore.com ในวันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553 เวลา 13.00?15.30 น. ณ Lobby Area, True Tower ชั้น 19 ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ (ตึกทรูทาวเวอร์ สำนักงานใหญ่ ตรงข้ามกับสถานทูตจีน) โดยมีสำนักพิมพ์ที่เข้าร่วมโครงการ และสื่อมวลชนให้ความสนใจกันอย่างคับคั่ง

True และตัวแทนจากสำนักพิมพ์ต่างๆที่เข้าร่วมโครงการ

คุณมานะ ประภากมล จากTrue Digital Content & Media และน้องซี ฉัตรปวีณ ตรีชัชวาลวงศ์ พิธีกรงานนี้

Read more

แกะกล่องลองใช้ iPad (ตอนที่ 1)

There is no Thai keyboard support on iPad! So I have to type this text in English ;-(

บรรทัดบนนั่นแก้ไขจาก WordPress for iPad ครับ ตอนนี้เป็น iPhone OS 3.2 ยังไม่มีคีย์บอร์ดไทย ถึงจะต่อกับคีย์บอร์ด Bluetooth ที่สกรีนภาษาไทยของเครื่อง iMac ได้ ก็ยังคีย์ภาษาไทยไม่ได้อยู่ดี

ข้างบนนั่นรูปจริงนะครับ ไม่ได้รีทัช

ลองมาดูวิดีโอแกะกล่อง iPad กันเลยครับ

ในกล่องเรียบง่ายมาก

มีแต่เอกสารบางๆ แนะนำว่าปุ่มไหนใช้ทำอะไร กับใบ Product information ตามข้อกำหนดของทางการ แล้วก็เป็นสาย sync กับอะแดปแเตอร์

ส่วนที่ว่าใช้อ่าน e-book แล้วเป็นยังไง เดี๋ยวมาเล่าต่อครับ แต่ที่แน่ๆ ไม่มีโปรแกรมอ่าน e-book ที่ buit-in มาให้จากโรงงานเลยเหมือนกับพวก e-mail, iPod, Photos หรือบราวเซอร์ (Safari) ใครอยากจะใช้อ่าน e-book ก็ต้องไปดาวน์โหลดแอพ iBooks จาก iTunes App Store มาก่อน (แอพฟรีครับ แต่ต้องสร้าง iTunes account และไปดาวน์โหลดมาเอง) นอกนั้นก็มีพวก magazine on-line เช่น Zinio (รายเดียวรวมแมกกาซีนหลายๆ ฉบับมาขาย) หรือแยกกันมาเองเช่น Men’s Health และหนังสือพิมพ์ต่างๆ เช่น USA Today หรือบางทีก็เป็นกึงหนังสือพิมพ์กึ่งวิดีโอ อย่างแอพของ BBC

[อ่านต่อตอนที่ 2 นะครับ]

แกะกล่องลองใช้ iPad (ตอนที่ 2)

ผมนั่งเล่น iPad อยู่หลายวันก่อนจะลงมือเขียนบทความตอนนี้ ความรู้สึกก่อนจะได้มา ก็?ตื่นเต้น อยากลอง อยากรู้ พอลองได้จับดูจริงๆ.. โอ้ หนักเอาเรื่องเหมือนกันแฮะ เลยลองเอาไปชั่งดู หนักราวๆ 700 กรัม (7 ขีด) หนักกว่า Kindle DX ของ Amazon ที่จอ 9.7 นิ้วเท่ากันแต่เป็นขาวดำเกือบสองขีด ทีนี้ลองนึกถึงถ้าใช้เจ้า iPad นี่เป็นเครื่องอ่าน e-book หรือ e-magazine เทียบกับการยกแมกกาซีนสี่สีที่พิมพ์ด้วยกระดาษอาร์ตมันอย่างดีมาถือล่ะ อ้าว! ชั่งดูแล้วหนักพอๆกันแฮะ แมกกาซีนหนาๆ เล่มนึงก็หนักราว 6-8 ขีดแล้ว แต่ที่รู้สึกว่า iPad ค่อนข้างหนักอาจเพราะขนาดมันเล็กกว่าแมกกาซีนพอสมควร ตาดูแล้วเลยออกแรงยกน้อยเพราะคาดว่ามันจะเบา พอหนักเท่าๆกันก็เลยผิดคาด แต่ถ้าลองนึกถึงการแบกเจ้านี่ไปไหนๆ เทียบกับการแบกแมกกาซีนเป็นตั้งๆ หลายเล่ม เวิร์กเลยแฮะ แบกเจ้า iPad ไปตัวเดียวอยู่

ตอนแรกที่แกะกล่อง iPad ดู อ้าว ไม่มีอะไรให้มาเลยแฮะ นอกจากตัว iPad เอง สายชาร์จ และอะแดปเตอร์ หูฟังก็ไม่ยักกะให้มา (หรือเห็นว่าใช้เป็นโทรศัพท์ไม่ได้เลยตัดไป) นอกนั้นก็เป็นคู่มือใช้งานเบื้องต้น 2-3 หน้า และเอกสารตามข้อกำหนดของทางการสหรัฐเรื่องอุปกรณ์ที่มีการส่งสัญญาณ (Wi-Fi) ไม่กี่หน้า ตามรูป

แกะกล่องแล้วลองเล่นดูหลายวัน สรุปได้เป็นข้อๆ ตามนี้เลยครับ

1. ความรู้สึก VS Tech Spec

ตามสเป็คบอกว่า iPad ใช้ซีพียูความเร็ว 1 GigaHertz (1,000 MHz) หน่อวยความจำ RAM ไม่บอก ส่วนหน่อยเก็บข้อมูลแบบ Flash เริ่มที่ 16 GB รันระบบปฏิบัติการหรือ OS เดียวกับ iPhone แต่เป็นเวอร์ชั่น 3.2 (ล่าสุดขณะนี้ iPhone ใช้ 3.1.3 ส่วน 4.0 เปิดตัวแล้วแต่ยังไม่มีใช้จริงทั้ง iPad และ iPhone) ซึ่งเทียบแล้วน่าจะช้ากว่าโน้ตบุ๊คมาก ก็เลยทำใจไว้ว่าไม่คาดหวังอะไรมาก น่าจะแค่พอใช้ได้ แต่พอลองใช้ดู ปรากฏว่าลื่นไหลแฮะ ตอบสนองเร็วดี เร็วกว่า iPhone 3GS ที่ใช้ซีพียูรุ่นใกล้เคียงแต่ความเร็วต่ำกว่าคือ 600 MHz ค่อนข้างชัด ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนหน้าจอ เปิดเว็บ ดูวิดีโอ ฟังเพลง นานๆ ถึงจะมีแฮงก์จนต้องปิด (shutdown) แล้วเปิดใหม่บ้างๆ แต่ก็ไม่บ่อยนัก โดยรวมถือว่าผ่านสบาย จะมีสะดุดก็อีตอนเปิดเว็บหน้าที่เคยเปิดไว้แล้วนี่แหละ ที่มันไม่ได้เปิดคาไว้จริงๆ เป็นแท็บอื่นอย่างในคอมฯ พอเรียกหน้าที่ย่อเป็นรูปไว้ทีก็โหลดใหม่ที ทำให้สะดุดตอนรอเน็ตนิดหน่อย

2. จอภาพและขนาดเครื่อง

ที่ต้องพูดรวมกันทั้งขนาดจอภาพและขนาดเครื่องก็เพราะมันไม่มีชิ้นส่วนอื่นๆอีกแล้วนอกจากตัวเครื่องนั่นเอง! โดยรวมแล้วจอขนาด 9.7 นิ้ว (14.9 x 19.7 ซม. โดยประมาณ) ซึ่งใกล้เคียงกับหน้าหนังสือขนาด A5 (คือกระดาษ A4 พับครึ่ง) หรือที่บ้านเราเรียกว่า 16 หน้ายกพิเศษ คือขนาดพ็อคเก็ตบุ๊คทั่วไปนั่นเอง ใช้อ่านหนังสือเล่มเท่านั้นในขนาด 100% ได้สบาย แต่ถ้าอ่านแมกกาซีนที่มักมีขนาดใหญ่กว่านั้นก็ต้องย่อภาพลงมา แล้วเวลาดูอะไรเล็กๆก็ต้องใช้สองนิ้วลากซูมเอาหน่อย (ซึ่งเป็นวิธีซูมที่เวิร์กสุดๆ แล้ว) หรือไม่งั้นอีกทีก็ต้องจับตะแคงอ่านให้หน้าแมกกาซีนกว้างพอดีกับด้านยาวของหน้าจอ สังเกตอีกอย่างว่าสัดส่วนกว้างต่อสูงหรือ aspect ratio ของจอ iPad คือ 1:1.32 หรือประมาณ 3 ต่อ 4 พอดีกับสัดส่วนเซ็นเซอร์รับภาพของกล้องดิจิตอลในมาตรฐาน Four-Third อย่างค่าย Olympus หรือ Panasonic เลยนะนั่น

ด้านสีสันและคุณภาพของภาพก็ไม่ตกมาตรฐานจอค่าย Apple อยู่แล้ว มีติหน่อยตรงที่ความละเอียดของหน้าจอมีแค่ 1024×768 จุด หรือคิดเป็นความละเอียดภาพประมาณ 132 จุดต่อนิ้ว (dot per inch หรือ dpi) ซึ่งพอๆกับจอทั่วไป รวมถึง iPhone แต่ละเอียดน้อยกว่าจะของ BlackBerry Bold 9700 ที่ขึ้นไปถึงเกือบ 240 จุดต่อนิ้ว แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าจอ BB นั่นมีขนาดเล็กกว่ามาก คือ 480×360 จุดและขนาดเพียง 2.44 นิ้ว ในขณะที่ iPad เป็น 9.7 นิ้ว หากจะทำให้จอ iPad มีค่า dpi สูงขนาดนั้นก็จะได้จำนวนจุดถึง 1400x 1800 ทีเดียว ซึ่งคงจะทำให้ราคา iPad แพงไปกว่านี้ และที่จะตามมาก็อาจทำให้เปลืองแบตเตอรี่มากขึ้นไปอีกทั้งจอและซีพยูในการประมวลผลข้อมูลภาพที่มีจำนวนจุดมากขึ้น

สำหรับขนาดของเครื่อง iPad โดยรวมแล้ว ผมตินิดนึงตรงขอบส่วนที่อยู่รอบจอนั้นออกจะหนาไปหน่อย ถ้าทำให้บางกว่านี้ได้คงจะดี เพราะตัวเครื่องมีขนาดประมาณ 19×23.4 ซม. คือเลยจอออกไปอีกด้านละประมาณเกือบ 2 ซม. (แต่ก็เข้าใจ Apple ว่าคงต้องเตรียมที่เผื่อไว้สำหรับการพยายามยัดอะไรต่อมิอะไรลงไปอีกพอสมควรในอนาคต) อย่างไรก็ตามสำหรับจอขนาด 9.7 นิ้วนี้ก็ใกล้เคียงกับ Kindle DX ของ Amazon (แต่สัดส่วน กว้างxยาว ต่างกันเล็กน้อย) ซึ่งอาจทำให้ดูใหญ่ พกพาไม่คล่องตัวเท่าที่ควร แต่ก็ไม่เล็กเกินกว่าที่จะอ่านแบบกวาดสายตาดูเรื่องคร่าวๆ อย่างที่คนทั่วไปทำกันในการอ่านหนังสือพิมพ์หรือแมกกาซีน แต่วิธีอ่านแบบนี้ไปลองทำบนจอเล็กๆอย่าง iPhone หรือสมาร์ทโฟนทั้งหลายแล้วไม่เวิร์กเลยเพราะไม่มีที่ให้กวาด ต้อง scroll ก่อนทุกที ดังนั้นจอขนาดนี้ก็น่าเหมาะสำหรับการอ่านหนังสือทั่วๆไประดับหนึ่ง นอกจากนั้นคีย์บอร์ดแบบ soft key ที่แสดงบนจอ เมื่อวางนอนก็มีขนาดพอเหมาะมือ ถ้าเล็กกว่านี้เช่นเวลาวางเครื่อง iPad ในแนวตั้งแล้วยังรู้สึกว่าเบียดกันเกินไปหน่อย I

3. แบตเตอรี่ VS น้ำหนักตัว

พูดถึงน้ำหนักแล้วเกิดอยากรู้ขึ้นมาว่าทำไมถึงไม่เบาอย่างที่คิด ก็เลยไปค้นเว็บดู ข้อมูลจากนักรื้อเครื่องหลายบริษัท เช่น ifixit (ifixit.com) บอกว่า เฉพาะแบตเตอรี่สองก้อนต่อกันก็หนักเข้าไปตั้ง 148 แกรม ส่วนจอหนัก 153 แกรม แต่ที่หนักที่สุดคือกระจกหน้าจอซึ่งหนักถึง 193 แกรม สามอย่างนี้รวมกันก็หนักราว 70% ของทั้งตัวแล้ว แต่แบตเตอรี่นี้เองที่ทำให้ iPad ใช้งานต่อเนื่องได้มากกว่า 10 ชั่วโมงโดยไม่ต้องชาร์จ (ลองใช้จริงแล้วได้นานกว่านั้นอีก เรียกว่าใช้ได้ทั้งวันสบายๆ ไม่ต้องห่วงเรื่องหาปลั๊กเลย) ซึ่งนับว่านานมากถ้าเทียบกับ netbook หรือโน้ตบุ๊คทั่วไป แต่ยังไม่นานเท่าพวก e-reader จอขาวดำเช่น Kindle หรืออื่นๆ ที่ใช้เทคโนโลยีของ e-ink หรือ e-paper ซึ่งแสดงภาพได้นิ่งสนิทกว่า และเวลาไม่เปลี่ยนหน้าจะไม่กินไฟเลย (แต่ก็ไม่สามารถแสดงภาพสีหรือวิดีโอได้ เพราะตอบสนองการเปลี่ยนภาพใหม่ช้ามาก เช่น 2 วินาที ในขณะที่วิดีโอต้องการอย่างน้อย 25 ภาพต่อวินาทีหรือภาพละ .04 วินาทีเท่านั้น คือช้าไป 50 เท่า)

ใครที่อยากได้รุ่นที่จอเล็กลงมาและน้ำหนักเบากว่า ถ้าไม่รอปีหน้า (2011) ที่มีข่าวลือว่า Apple จะออก iPad ตัวเล็ก ก็ต้องย้ายค่ายกันไปเลย เช่นหันไปใช้ Streak ของ Dell (ชื่อเดิมคือ Mini 5) ที่รันระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ามาก (จอ 5 นิ้ว) ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับ Vaio P Series ของ Sony ข้อดีคือพกพาสะดวก ข้อเสียคือจอเล็ก แถมคีย์บอร์ดแบบ on-screen ก็ต้องเล็กตามไปด้วยจนอาจใช้งานไม่ถนัดได้ ก็ต้องแลกกัน ส่วนพวก Windows 7 Tablet อย่าง HP Slate ที่จะออกปลายปีนั้นคงจะใหญ่น้องๆ iPad มากกว่า

4. GPS และเข็มทิศ

ข้อมูลจาก ifixit.com รื้อเครื่องดูแล้วไม่พบอุปกรณ์ GPS แต่ทดลองใช้งานจริงแล้ว Google Map สามารถหาที่อยู่ของเครื่องนี้ได้ใกล้เคียงทั้งๆที่ไม่มี GPRS หรือ Edge ให้อ้างอิงตำแหน่งเสาสัญญาณของระบบโทรศัพท์มือถือ ดังรูป ทำให้ไม่เข้าใจว่าเป็นไปได้อย่างไร จากการหาข้อมูลเพิ่มเติมมีรายงานว่า iPad รุ่น Wifi ไม่มี GPS แต่ใช้วิธีที่เรียกว่า Wi-Fi Positioning System (WPS) ในการอ้างอิงกับตำแหน่งของ Wi-Fi hot spot ทั่วโลกที่มีผู้รวบรวมข้อมูลไว้ จริงเท็จประการใดขอทดสอบอีกทีครับ

ส่วนระบบ Accelerometer ที่ตรวจจับความเคลื่อนไหว และเข็มทิศนั้นน่าจะมีอยู่ เพราะมี App ชื่อ MagnetMeter ที่สาธิตเรื่องนี้อย่างชัดเจนเวลาขยับหรือหมุนไปมาแล้วจะมีลูกศรชี้ไปทางด้านบนเสมอจากการทำงานของ Accelerometer และชี้ไปทิศเหนือเสมอจากการทำงานของเข็มทิศ (compass) ดังรูป

นอกจากนี้ยังมีผู้พบว่ามีตัวเลือกเปิดปิด compass ใน Maps (ดังรูปแรก อ้างอิงจาก http://www.ipadimo.com/forums/209-ipad-general-chat/275311-compass-ipad.html)

แต่บนเครื่องที่ผมได้มาลองดูแล้วไม่มี ตามรูปที่สอง

ส่วนใน iPad รุ่น 3G ตามสเป็คว่าจะมีระบบ GPS มาให้ด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งทำงานทั้งรับสัญญาณดาวเทียมและใช้ตำแหน่งเสาของระบบโทรศัพท์ช่วยเช่นเดียวกับใน iPhone

5. การเชื่อมต่อ Wi-Fi, 3G และอื่นๆ

อย่างที่บอกแต่แรกแล้วว่ารุ่นที่ได้ตัวอย่างมาไม่มีทั้ง 3G/EDGE/GPRS เล่นได้แต่ Wi-Fi เท่าที่ลองเล่นมาก็พบว่าใช้งานได้ราบรื่นพอควร มีอาการ Wi-Fi หลุดบ้างตามที่บ่นกันบนเว็บฝรั่ง แต่ไม่บ่อยนัก ไม่เกินวันละครั้ง (บางวันไม่เป็นเลย) และไม่ต้องทำอะไรมาก สักพักก็ต่อกลับได้เองโดยผู้ใช้ไม่ต้องทำอะไร (ข้อมูลเพิ่มเติมจาก ifixit.com บอกว่าลักษณะของสายอากาศใน iPad จะทำให้รับสัญญาณ Wi-Fi ได้ไม่ดีเท่าที่ควร) ทั้งนี้จากการทดสอบกับ Wi-Fi router/access point ที่เป็น 802.11n สองรุ่นสองยี่ห้อแต่ในรัศมีไม่ไกลนัก ถือว่าเชื่อมต่อกับเน็ตได้ราบรื่นและรวดเร็วลื่นไหลมากทีเดียว แต่ทั้งนี้คงต้องขึ้นกับสภาพแวดล้อมแต่ละแห่งที่ต่างกัน เช่น ระยะห่างจากอุปกรณ์ สิ่งกีดขวาง สัญญาณรบกวน ฯลฯ

ส่วนเรื่องการเชื่อมต่อแบบใช้สายนั้น เป็นการ sync กับโปรแกรม iTunes ของ Apple บน Mac หรือ Windows ซึ่งต้องใช้ iTunes เวอร์ชั่น 9.1 ขึ้นไปถึงจะได้ และหากเสียบเข้ากับพอร์ต USB ของคอมฯแล้วก็จะไม่ชาร์จไฟ (คงกลัวจะโหลดเกิน เพราะ iPad แบตเตอรี่ใหญ่ กินไฟมาก) โดยขึ้นข้อความว่า Not Charging ที่มุมบนขวาข้างรูปแบตเตอรี่นั่นเอง จะชาร์จเมื่อเสียบกับอะแดปเตอร์ไฟบ้านเท่านั้น

6. อุปกรณ์อื่นๆ กล้อง คีย์บอร์ด

iPad ไม่มีกล้องมาให้ในตัวอย่าง iPhone ก็เลยยังไม่มีข้อมูล แต่ ifixit บอกว่าที่เคยมีข่าวลือเรื่องเว้นที่ไว้สำหรับกล้องไม่น่าจะจริง

อุปกรณ์อื่นๆ ก็ไม่มีให้ลอง ทั้งแฟ้มใส่ iPad แบบที่พับเป็นที่ตั้งพร้อมคีย์บอร์ดได้ (ดังรูปจาก Apple.com) ถ้ามีโอกาสได้มาหรือใครนำเข้ามาจะหามาลองให้ในโอกาสต่อๆไปครับ

อุปกรณ์อีกตัวที่มีคนรอกันมากคือชุดสำหรับต่อกล้องดิจิตอล (Camera Connection Kit) ที่ใช้ต่อเพื่อดึงข้อมูลรูปถ่ายจากการ์ด SD ของกล้องเข้าไปเก็บใน iPad อันนี้ตามข่าวน่าจะออกราวๆ ปลายเดือนเมษายนนี้

7. เรื่องน่าขัดใจของ Adobe Flash และยังไม่มีคีย์บอร์ดภาษาไทย

เรื่องน่ารำคาญสุดๆ อย่างหนึ่งของ iPad ที่รู้กันอยู่แล้วก็คือไม่รัน Flash ตอนจอเล็กแบบ iPhone ก็ไม่รู้สึกเท่าไหร่ แต่พอเป็นจอใหญ่แบบ iPad กลับรู้สึกมากขึ้น ยิ่งไปเจอบางเว็บ (ไทย) ใช้ Flash เป็นหน้าหลักโดยไม่มีทางเข้าอื่นไว้ให้เลยยิ่งขัดใจมาก ต้องอ้อมไปหาทางเข้าโดยใช้ Google ค้นหน้าย่อยในเว็บนั้นออกมาแทน สงสัยพอจอใหญ่ ความคาดหวังก็เลยใหญ่ตามไปด้วย

ที่ว่าข้างต้นนั้นคือ Flash Animation แต่สำหรับการดูวิดีโอจาก YouTube และเว็บอื่นๆ นั้น เริ่มมีการใช้มาตรฐานใหม่คือ HTML5 ในการ stream video กันบ้างแล้ว ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็จะสามารถดูวิดีโอได้โดยไม่ต้องเปิดใน app เฉพาะอีกต่อไป

อีกเรื่องที่ขัดใจสุดๆคือ iPad และ OS 3.2 ยังไม่รองรับคีย์บอร์ดภาษาไทย ไม่ว่าจะเป็นแบบที่ Apple ทำขึ้นใหม่ที่มีให้ใช้บน iPhone OS 3 หรือแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษมณี (ฟหกด) หรือปัตตะโชติก็ตาม ทั้งๆที่บน iPhone OS 3 ก็มีให้เลือกแล้ว ดูแล้วมีแต่ภาษาอื่นๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมัน แต่คิดอีกที มองโลกในแง่ดีว่าที่ยังไม่ออกมาก็อาจเพราะ Apple กำลังทำคีย์บอร์ดไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานอยู่ก็ได้ เพราะตอนนี้พื้นที่สำหรับวางแต่ละคีย์ของ soft keyboard บนหน้าจอก็มีมากพอ ไม่จำเป็นต้องบีบให้เหลือ 3 แถวอย่างแต่ก่อน (แต่ที่มีใช้บน iPad ตอนนี้ก็ยังอุตส่าห์บีบ 3 แถวอยู่ดี เฮ้อ) คงต้องรอ OS 4.0 ที่จะออกกลางปีนี้อีกทีว่าคีย์บอร์ดไทยคราวนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

สำหรับการต่อคีย์บอร์ด Bluetooth ภายนอกนั้น จากการทดลองโดยใช้คีย์บอร์ดของเครื่อง iMac ก็สามารถจับคู่ (pair) กับ iPad ได้อย่างราบรื่น รวมไปถึงการกดคีย์ Command + Spacebar เพื่อสวิทช์ไปใช้ภาษาอื่นๆ ที่เลือกเปิดใช้งานบน OS 3.2 ด้วย (บนคีย์บอร์ดมีสกรีนภาษาไทย แต่ลองแล้ว iPad ไม่รับ พอกด Command + Spacebar แล้วเลือกภาษาอื่นที่ติดตั้งไว้กลับใช้ได้ปกติ) สรุปว่างานนี้ต้องรอ OS ใหม่อีกเช่นกัน (ถ้าไม่หมดความอดทนไปทำ jailbreak เสียก่อน)

[ติดตามอ่านต่อในตอนที่ 3 นะครับ]