True เปิดตัว E-Book Store แห่งแรกของไทย


บริษัท ทรู ดิจิตอล คอนเท้นท์ แอนด์ มีเดีย จำกัด (True Digital Content and Media? – TDCM) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว E-Book Store หรือ Digital book store แห่งแรกของไทย www.truebookstore.com ในวันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553 เวลา 13.00?15.30 น. ณ Lobby Area, True Tower ชั้น 19 ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ (ตึกทรูทาวเวอร์ สำนักงานใหญ่ ตรงข้ามกับสถานทูตจีน) โดยมีสำนักพิมพ์ที่เข้าร่วมโครงการ และสื่อมวลชนให้ความสนใจกันอย่างคับคั่ง

True และตัวแทนจากสำนักพิมพ์ต่างๆที่เข้าร่วมโครงการ

คุณมานะ ประภากมล จากTrue Digital Content & Media และน้องซี ฉัตรปวีณ ตรีชัชวาลวงศ์ พิธีกรงานนี้

Read more

Microsoft Kin – เจาะตลาดคนรุ่นใหม่ แต่ไม่ใช่ Windows Phone

ไมโครซอฟท์ออกฮาร์ดแวร์ใหม่สองรุ่นคือ Kin One และ Kin Two ตามรูป (จากเว็บ Engadget.com)

Microsoft Kin One และ Kin Two (ภาพจาก Engadget)

อุปกรณ์ตัวนี้น่าจะกะจับตลาดคนรุ่นใหม่ที่ใช้โทรศัพท์และอุปกรณ์มือถือในการอัพเดทเว็บเป็นหลัก โดยไม่สนใจว่าจะต้องใช้ของค่ายไหนและไม่ใช่ Windows Phone 7

รายละเอียดโดยสรุปจะตามมาอีกทีครับ

ดูท่าแล้วที่ทั้ง Google และ Microsoft พูดตรงกันว่า “อีกสามปีข้างหน้า เดสก์ท็อปจะไม่มีความสำคัญอีกต่อไป” นี่คงจะจริงละมัง เห็นเอาจริงเอาจังกันทั้งคู่เลย 😉

Streak: คอมพิวเตอร์ Tablet ใหม่จาก Dell -บางเบาแต่จอเล็ก

หลายคนคงเคยได้ยินข่าว Dell Mini 5 ที่เป็นคอมพิวเตอร์แบบ Tablet จาก Dell และใช้ระบบปฏิบัติการ Android ความจริงชื่อ Mini 5 เป็น code name หรือชื่อรหัสในระหว่างพัฒนาครับ ตอนนี้ได้ชื่อใหม่เป็นทางการแล้วคือ “Streak” ซึ่งน่าจะหมายถึงสายฟ้าแลบ(หลากสีสัน) เพราะดีไซน์แนวแฟชั่น มีหลายสีสันให้เลือก และรูปร่างเล็กกระทัดรัด เบา พกพาสะดวกกว่า Tablet เต็มรูปแบบอย่าง iPad แต่ก็ต้องแลกมาด้วยขนาดจอภาพ (และคีย์บอร์ดแบบทัชสกรีน) ที่เล็กกว่า คือ 5 นิ้ว ความละเอียดระดับ WVGA (800×480) ส่วนรุ่น 7 นิ้วจะออกปลายปี และ 10 นิ้วปีหน้า ตามข่าวบอกว่าจะมีกล้อง 5 ล้านพิกเซลด้านหลังพร้อมไฟแฟลช ด้านหน้ามีกล้องสำหรับ video call รายละเอียดดูได้หลายเว็บ เช่น engadget.com

แกะกล่องลองใช้ iPad (ตอนที่ 1)

There is no Thai keyboard support on iPad! So I have to type this text in English ;-(

บรรทัดบนนั่นแก้ไขจาก WordPress for iPad ครับ ตอนนี้เป็น iPhone OS 3.2 ยังไม่มีคีย์บอร์ดไทย ถึงจะต่อกับคีย์บอร์ด Bluetooth ที่สกรีนภาษาไทยของเครื่อง iMac ได้ ก็ยังคีย์ภาษาไทยไม่ได้อยู่ดี

ข้างบนนั่นรูปจริงนะครับ ไม่ได้รีทัช

ลองมาดูวิดีโอแกะกล่อง iPad กันเลยครับ

ในกล่องเรียบง่ายมาก

มีแต่เอกสารบางๆ แนะนำว่าปุ่มไหนใช้ทำอะไร กับใบ Product information ตามข้อกำหนดของทางการ แล้วก็เป็นสาย sync กับอะแดปแเตอร์

ส่วนที่ว่าใช้อ่าน e-book แล้วเป็นยังไง เดี๋ยวมาเล่าต่อครับ แต่ที่แน่ๆ ไม่มีโปรแกรมอ่าน e-book ที่ buit-in มาให้จากโรงงานเลยเหมือนกับพวก e-mail, iPod, Photos หรือบราวเซอร์ (Safari) ใครอยากจะใช้อ่าน e-book ก็ต้องไปดาวน์โหลดแอพ iBooks จาก iTunes App Store มาก่อน (แอพฟรีครับ แต่ต้องสร้าง iTunes account และไปดาวน์โหลดมาเอง) นอกนั้นก็มีพวก magazine on-line เช่น Zinio (รายเดียวรวมแมกกาซีนหลายๆ ฉบับมาขาย) หรือแยกกันมาเองเช่น Men’s Health และหนังสือพิมพ์ต่างๆ เช่น USA Today หรือบางทีก็เป็นกึงหนังสือพิมพ์กึ่งวิดีโอ อย่างแอพของ BBC

[อ่านต่อตอนที่ 2 นะครับ]

แกะกล่องลองใช้ iPad (ตอนที่ 2)

ผมนั่งเล่น iPad อยู่หลายวันก่อนจะลงมือเขียนบทความตอนนี้ ความรู้สึกก่อนจะได้มา ก็?ตื่นเต้น อยากลอง อยากรู้ พอลองได้จับดูจริงๆ.. โอ้ หนักเอาเรื่องเหมือนกันแฮะ เลยลองเอาไปชั่งดู หนักราวๆ 700 กรัม (7 ขีด) หนักกว่า Kindle DX ของ Amazon ที่จอ 9.7 นิ้วเท่ากันแต่เป็นขาวดำเกือบสองขีด ทีนี้ลองนึกถึงถ้าใช้เจ้า iPad นี่เป็นเครื่องอ่าน e-book หรือ e-magazine เทียบกับการยกแมกกาซีนสี่สีที่พิมพ์ด้วยกระดาษอาร์ตมันอย่างดีมาถือล่ะ อ้าว! ชั่งดูแล้วหนักพอๆกันแฮะ แมกกาซีนหนาๆ เล่มนึงก็หนักราว 6-8 ขีดแล้ว แต่ที่รู้สึกว่า iPad ค่อนข้างหนักอาจเพราะขนาดมันเล็กกว่าแมกกาซีนพอสมควร ตาดูแล้วเลยออกแรงยกน้อยเพราะคาดว่ามันจะเบา พอหนักเท่าๆกันก็เลยผิดคาด แต่ถ้าลองนึกถึงการแบกเจ้านี่ไปไหนๆ เทียบกับการแบกแมกกาซีนเป็นตั้งๆ หลายเล่ม เวิร์กเลยแฮะ แบกเจ้า iPad ไปตัวเดียวอยู่

ตอนแรกที่แกะกล่อง iPad ดู อ้าว ไม่มีอะไรให้มาเลยแฮะ นอกจากตัว iPad เอง สายชาร์จ และอะแดปเตอร์ หูฟังก็ไม่ยักกะให้มา (หรือเห็นว่าใช้เป็นโทรศัพท์ไม่ได้เลยตัดไป) นอกนั้นก็เป็นคู่มือใช้งานเบื้องต้น 2-3 หน้า และเอกสารตามข้อกำหนดของทางการสหรัฐเรื่องอุปกรณ์ที่มีการส่งสัญญาณ (Wi-Fi) ไม่กี่หน้า ตามรูป

แกะกล่องแล้วลองเล่นดูหลายวัน สรุปได้เป็นข้อๆ ตามนี้เลยครับ

1. ความรู้สึก VS Tech Spec

ตามสเป็คบอกว่า iPad ใช้ซีพียูความเร็ว 1 GigaHertz (1,000 MHz) หน่อวยความจำ RAM ไม่บอก ส่วนหน่อยเก็บข้อมูลแบบ Flash เริ่มที่ 16 GB รันระบบปฏิบัติการหรือ OS เดียวกับ iPhone แต่เป็นเวอร์ชั่น 3.2 (ล่าสุดขณะนี้ iPhone ใช้ 3.1.3 ส่วน 4.0 เปิดตัวแล้วแต่ยังไม่มีใช้จริงทั้ง iPad และ iPhone) ซึ่งเทียบแล้วน่าจะช้ากว่าโน้ตบุ๊คมาก ก็เลยทำใจไว้ว่าไม่คาดหวังอะไรมาก น่าจะแค่พอใช้ได้ แต่พอลองใช้ดู ปรากฏว่าลื่นไหลแฮะ ตอบสนองเร็วดี เร็วกว่า iPhone 3GS ที่ใช้ซีพียูรุ่นใกล้เคียงแต่ความเร็วต่ำกว่าคือ 600 MHz ค่อนข้างชัด ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนหน้าจอ เปิดเว็บ ดูวิดีโอ ฟังเพลง นานๆ ถึงจะมีแฮงก์จนต้องปิด (shutdown) แล้วเปิดใหม่บ้างๆ แต่ก็ไม่บ่อยนัก โดยรวมถือว่าผ่านสบาย จะมีสะดุดก็อีตอนเปิดเว็บหน้าที่เคยเปิดไว้แล้วนี่แหละ ที่มันไม่ได้เปิดคาไว้จริงๆ เป็นแท็บอื่นอย่างในคอมฯ พอเรียกหน้าที่ย่อเป็นรูปไว้ทีก็โหลดใหม่ที ทำให้สะดุดตอนรอเน็ตนิดหน่อย

2. จอภาพและขนาดเครื่อง

ที่ต้องพูดรวมกันทั้งขนาดจอภาพและขนาดเครื่องก็เพราะมันไม่มีชิ้นส่วนอื่นๆอีกแล้วนอกจากตัวเครื่องนั่นเอง! โดยรวมแล้วจอขนาด 9.7 นิ้ว (14.9 x 19.7 ซม. โดยประมาณ) ซึ่งใกล้เคียงกับหน้าหนังสือขนาด A5 (คือกระดาษ A4 พับครึ่ง) หรือที่บ้านเราเรียกว่า 16 หน้ายกพิเศษ คือขนาดพ็อคเก็ตบุ๊คทั่วไปนั่นเอง ใช้อ่านหนังสือเล่มเท่านั้นในขนาด 100% ได้สบาย แต่ถ้าอ่านแมกกาซีนที่มักมีขนาดใหญ่กว่านั้นก็ต้องย่อภาพลงมา แล้วเวลาดูอะไรเล็กๆก็ต้องใช้สองนิ้วลากซูมเอาหน่อย (ซึ่งเป็นวิธีซูมที่เวิร์กสุดๆ แล้ว) หรือไม่งั้นอีกทีก็ต้องจับตะแคงอ่านให้หน้าแมกกาซีนกว้างพอดีกับด้านยาวของหน้าจอ สังเกตอีกอย่างว่าสัดส่วนกว้างต่อสูงหรือ aspect ratio ของจอ iPad คือ 1:1.32 หรือประมาณ 3 ต่อ 4 พอดีกับสัดส่วนเซ็นเซอร์รับภาพของกล้องดิจิตอลในมาตรฐาน Four-Third อย่างค่าย Olympus หรือ Panasonic เลยนะนั่น

ด้านสีสันและคุณภาพของภาพก็ไม่ตกมาตรฐานจอค่าย Apple อยู่แล้ว มีติหน่อยตรงที่ความละเอียดของหน้าจอมีแค่ 1024×768 จุด หรือคิดเป็นความละเอียดภาพประมาณ 132 จุดต่อนิ้ว (dot per inch หรือ dpi) ซึ่งพอๆกับจอทั่วไป รวมถึง iPhone แต่ละเอียดน้อยกว่าจะของ BlackBerry Bold 9700 ที่ขึ้นไปถึงเกือบ 240 จุดต่อนิ้ว แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าจอ BB นั่นมีขนาดเล็กกว่ามาก คือ 480×360 จุดและขนาดเพียง 2.44 นิ้ว ในขณะที่ iPad เป็น 9.7 นิ้ว หากจะทำให้จอ iPad มีค่า dpi สูงขนาดนั้นก็จะได้จำนวนจุดถึง 1400x 1800 ทีเดียว ซึ่งคงจะทำให้ราคา iPad แพงไปกว่านี้ และที่จะตามมาก็อาจทำให้เปลืองแบตเตอรี่มากขึ้นไปอีกทั้งจอและซีพยูในการประมวลผลข้อมูลภาพที่มีจำนวนจุดมากขึ้น

สำหรับขนาดของเครื่อง iPad โดยรวมแล้ว ผมตินิดนึงตรงขอบส่วนที่อยู่รอบจอนั้นออกจะหนาไปหน่อย ถ้าทำให้บางกว่านี้ได้คงจะดี เพราะตัวเครื่องมีขนาดประมาณ 19×23.4 ซม. คือเลยจอออกไปอีกด้านละประมาณเกือบ 2 ซม. (แต่ก็เข้าใจ Apple ว่าคงต้องเตรียมที่เผื่อไว้สำหรับการพยายามยัดอะไรต่อมิอะไรลงไปอีกพอสมควรในอนาคต) อย่างไรก็ตามสำหรับจอขนาด 9.7 นิ้วนี้ก็ใกล้เคียงกับ Kindle DX ของ Amazon (แต่สัดส่วน กว้างxยาว ต่างกันเล็กน้อย) ซึ่งอาจทำให้ดูใหญ่ พกพาไม่คล่องตัวเท่าที่ควร แต่ก็ไม่เล็กเกินกว่าที่จะอ่านแบบกวาดสายตาดูเรื่องคร่าวๆ อย่างที่คนทั่วไปทำกันในการอ่านหนังสือพิมพ์หรือแมกกาซีน แต่วิธีอ่านแบบนี้ไปลองทำบนจอเล็กๆอย่าง iPhone หรือสมาร์ทโฟนทั้งหลายแล้วไม่เวิร์กเลยเพราะไม่มีที่ให้กวาด ต้อง scroll ก่อนทุกที ดังนั้นจอขนาดนี้ก็น่าเหมาะสำหรับการอ่านหนังสือทั่วๆไประดับหนึ่ง นอกจากนั้นคีย์บอร์ดแบบ soft key ที่แสดงบนจอ เมื่อวางนอนก็มีขนาดพอเหมาะมือ ถ้าเล็กกว่านี้เช่นเวลาวางเครื่อง iPad ในแนวตั้งแล้วยังรู้สึกว่าเบียดกันเกินไปหน่อย I

3. แบตเตอรี่ VS น้ำหนักตัว

พูดถึงน้ำหนักแล้วเกิดอยากรู้ขึ้นมาว่าทำไมถึงไม่เบาอย่างที่คิด ก็เลยไปค้นเว็บดู ข้อมูลจากนักรื้อเครื่องหลายบริษัท เช่น ifixit (ifixit.com) บอกว่า เฉพาะแบตเตอรี่สองก้อนต่อกันก็หนักเข้าไปตั้ง 148 แกรม ส่วนจอหนัก 153 แกรม แต่ที่หนักที่สุดคือกระจกหน้าจอซึ่งหนักถึง 193 แกรม สามอย่างนี้รวมกันก็หนักราว 70% ของทั้งตัวแล้ว แต่แบตเตอรี่นี้เองที่ทำให้ iPad ใช้งานต่อเนื่องได้มากกว่า 10 ชั่วโมงโดยไม่ต้องชาร์จ (ลองใช้จริงแล้วได้นานกว่านั้นอีก เรียกว่าใช้ได้ทั้งวันสบายๆ ไม่ต้องห่วงเรื่องหาปลั๊กเลย) ซึ่งนับว่านานมากถ้าเทียบกับ netbook หรือโน้ตบุ๊คทั่วไป แต่ยังไม่นานเท่าพวก e-reader จอขาวดำเช่น Kindle หรืออื่นๆ ที่ใช้เทคโนโลยีของ e-ink หรือ e-paper ซึ่งแสดงภาพได้นิ่งสนิทกว่า และเวลาไม่เปลี่ยนหน้าจะไม่กินไฟเลย (แต่ก็ไม่สามารถแสดงภาพสีหรือวิดีโอได้ เพราะตอบสนองการเปลี่ยนภาพใหม่ช้ามาก เช่น 2 วินาที ในขณะที่วิดีโอต้องการอย่างน้อย 25 ภาพต่อวินาทีหรือภาพละ .04 วินาทีเท่านั้น คือช้าไป 50 เท่า)

ใครที่อยากได้รุ่นที่จอเล็กลงมาและน้ำหนักเบากว่า ถ้าไม่รอปีหน้า (2011) ที่มีข่าวลือว่า Apple จะออก iPad ตัวเล็ก ก็ต้องย้ายค่ายกันไปเลย เช่นหันไปใช้ Streak ของ Dell (ชื่อเดิมคือ Mini 5) ที่รันระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ามาก (จอ 5 นิ้ว) ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับ Vaio P Series ของ Sony ข้อดีคือพกพาสะดวก ข้อเสียคือจอเล็ก แถมคีย์บอร์ดแบบ on-screen ก็ต้องเล็กตามไปด้วยจนอาจใช้งานไม่ถนัดได้ ก็ต้องแลกกัน ส่วนพวก Windows 7 Tablet อย่าง HP Slate ที่จะออกปลายปีนั้นคงจะใหญ่น้องๆ iPad มากกว่า

4. GPS และเข็มทิศ

ข้อมูลจาก ifixit.com รื้อเครื่องดูแล้วไม่พบอุปกรณ์ GPS แต่ทดลองใช้งานจริงแล้ว Google Map สามารถหาที่อยู่ของเครื่องนี้ได้ใกล้เคียงทั้งๆที่ไม่มี GPRS หรือ Edge ให้อ้างอิงตำแหน่งเสาสัญญาณของระบบโทรศัพท์มือถือ ดังรูป ทำให้ไม่เข้าใจว่าเป็นไปได้อย่างไร จากการหาข้อมูลเพิ่มเติมมีรายงานว่า iPad รุ่น Wifi ไม่มี GPS แต่ใช้วิธีที่เรียกว่า Wi-Fi Positioning System (WPS) ในการอ้างอิงกับตำแหน่งของ Wi-Fi hot spot ทั่วโลกที่มีผู้รวบรวมข้อมูลไว้ จริงเท็จประการใดขอทดสอบอีกทีครับ

ส่วนระบบ Accelerometer ที่ตรวจจับความเคลื่อนไหว และเข็มทิศนั้นน่าจะมีอยู่ เพราะมี App ชื่อ MagnetMeter ที่สาธิตเรื่องนี้อย่างชัดเจนเวลาขยับหรือหมุนไปมาแล้วจะมีลูกศรชี้ไปทางด้านบนเสมอจากการทำงานของ Accelerometer และชี้ไปทิศเหนือเสมอจากการทำงานของเข็มทิศ (compass) ดังรูป

นอกจากนี้ยังมีผู้พบว่ามีตัวเลือกเปิดปิด compass ใน Maps (ดังรูปแรก อ้างอิงจาก http://www.ipadimo.com/forums/209-ipad-general-chat/275311-compass-ipad.html)

แต่บนเครื่องที่ผมได้มาลองดูแล้วไม่มี ตามรูปที่สอง

ส่วนใน iPad รุ่น 3G ตามสเป็คว่าจะมีระบบ GPS มาให้ด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งทำงานทั้งรับสัญญาณดาวเทียมและใช้ตำแหน่งเสาของระบบโทรศัพท์ช่วยเช่นเดียวกับใน iPhone

5. การเชื่อมต่อ Wi-Fi, 3G และอื่นๆ

อย่างที่บอกแต่แรกแล้วว่ารุ่นที่ได้ตัวอย่างมาไม่มีทั้ง 3G/EDGE/GPRS เล่นได้แต่ Wi-Fi เท่าที่ลองเล่นมาก็พบว่าใช้งานได้ราบรื่นพอควร มีอาการ Wi-Fi หลุดบ้างตามที่บ่นกันบนเว็บฝรั่ง แต่ไม่บ่อยนัก ไม่เกินวันละครั้ง (บางวันไม่เป็นเลย) และไม่ต้องทำอะไรมาก สักพักก็ต่อกลับได้เองโดยผู้ใช้ไม่ต้องทำอะไร (ข้อมูลเพิ่มเติมจาก ifixit.com บอกว่าลักษณะของสายอากาศใน iPad จะทำให้รับสัญญาณ Wi-Fi ได้ไม่ดีเท่าที่ควร) ทั้งนี้จากการทดสอบกับ Wi-Fi router/access point ที่เป็น 802.11n สองรุ่นสองยี่ห้อแต่ในรัศมีไม่ไกลนัก ถือว่าเชื่อมต่อกับเน็ตได้ราบรื่นและรวดเร็วลื่นไหลมากทีเดียว แต่ทั้งนี้คงต้องขึ้นกับสภาพแวดล้อมแต่ละแห่งที่ต่างกัน เช่น ระยะห่างจากอุปกรณ์ สิ่งกีดขวาง สัญญาณรบกวน ฯลฯ

ส่วนเรื่องการเชื่อมต่อแบบใช้สายนั้น เป็นการ sync กับโปรแกรม iTunes ของ Apple บน Mac หรือ Windows ซึ่งต้องใช้ iTunes เวอร์ชั่น 9.1 ขึ้นไปถึงจะได้ และหากเสียบเข้ากับพอร์ต USB ของคอมฯแล้วก็จะไม่ชาร์จไฟ (คงกลัวจะโหลดเกิน เพราะ iPad แบตเตอรี่ใหญ่ กินไฟมาก) โดยขึ้นข้อความว่า Not Charging ที่มุมบนขวาข้างรูปแบตเตอรี่นั่นเอง จะชาร์จเมื่อเสียบกับอะแดปเตอร์ไฟบ้านเท่านั้น

6. อุปกรณ์อื่นๆ กล้อง คีย์บอร์ด

iPad ไม่มีกล้องมาให้ในตัวอย่าง iPhone ก็เลยยังไม่มีข้อมูล แต่ ifixit บอกว่าที่เคยมีข่าวลือเรื่องเว้นที่ไว้สำหรับกล้องไม่น่าจะจริง

อุปกรณ์อื่นๆ ก็ไม่มีให้ลอง ทั้งแฟ้มใส่ iPad แบบที่พับเป็นที่ตั้งพร้อมคีย์บอร์ดได้ (ดังรูปจาก Apple.com) ถ้ามีโอกาสได้มาหรือใครนำเข้ามาจะหามาลองให้ในโอกาสต่อๆไปครับ

อุปกรณ์อีกตัวที่มีคนรอกันมากคือชุดสำหรับต่อกล้องดิจิตอล (Camera Connection Kit) ที่ใช้ต่อเพื่อดึงข้อมูลรูปถ่ายจากการ์ด SD ของกล้องเข้าไปเก็บใน iPad อันนี้ตามข่าวน่าจะออกราวๆ ปลายเดือนเมษายนนี้

7. เรื่องน่าขัดใจของ Adobe Flash และยังไม่มีคีย์บอร์ดภาษาไทย

เรื่องน่ารำคาญสุดๆ อย่างหนึ่งของ iPad ที่รู้กันอยู่แล้วก็คือไม่รัน Flash ตอนจอเล็กแบบ iPhone ก็ไม่รู้สึกเท่าไหร่ แต่พอเป็นจอใหญ่แบบ iPad กลับรู้สึกมากขึ้น ยิ่งไปเจอบางเว็บ (ไทย) ใช้ Flash เป็นหน้าหลักโดยไม่มีทางเข้าอื่นไว้ให้เลยยิ่งขัดใจมาก ต้องอ้อมไปหาทางเข้าโดยใช้ Google ค้นหน้าย่อยในเว็บนั้นออกมาแทน สงสัยพอจอใหญ่ ความคาดหวังก็เลยใหญ่ตามไปด้วย

ที่ว่าข้างต้นนั้นคือ Flash Animation แต่สำหรับการดูวิดีโอจาก YouTube และเว็บอื่นๆ นั้น เริ่มมีการใช้มาตรฐานใหม่คือ HTML5 ในการ stream video กันบ้างแล้ว ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็จะสามารถดูวิดีโอได้โดยไม่ต้องเปิดใน app เฉพาะอีกต่อไป

อีกเรื่องที่ขัดใจสุดๆคือ iPad และ OS 3.2 ยังไม่รองรับคีย์บอร์ดภาษาไทย ไม่ว่าจะเป็นแบบที่ Apple ทำขึ้นใหม่ที่มีให้ใช้บน iPhone OS 3 หรือแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษมณี (ฟหกด) หรือปัตตะโชติก็ตาม ทั้งๆที่บน iPhone OS 3 ก็มีให้เลือกแล้ว ดูแล้วมีแต่ภาษาอื่นๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมัน แต่คิดอีกที มองโลกในแง่ดีว่าที่ยังไม่ออกมาก็อาจเพราะ Apple กำลังทำคีย์บอร์ดไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานอยู่ก็ได้ เพราะตอนนี้พื้นที่สำหรับวางแต่ละคีย์ของ soft keyboard บนหน้าจอก็มีมากพอ ไม่จำเป็นต้องบีบให้เหลือ 3 แถวอย่างแต่ก่อน (แต่ที่มีใช้บน iPad ตอนนี้ก็ยังอุตส่าห์บีบ 3 แถวอยู่ดี เฮ้อ) คงต้องรอ OS 4.0 ที่จะออกกลางปีนี้อีกทีว่าคีย์บอร์ดไทยคราวนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

สำหรับการต่อคีย์บอร์ด Bluetooth ภายนอกนั้น จากการทดลองโดยใช้คีย์บอร์ดของเครื่อง iMac ก็สามารถจับคู่ (pair) กับ iPad ได้อย่างราบรื่น รวมไปถึงการกดคีย์ Command + Spacebar เพื่อสวิทช์ไปใช้ภาษาอื่นๆ ที่เลือกเปิดใช้งานบน OS 3.2 ด้วย (บนคีย์บอร์ดมีสกรีนภาษาไทย แต่ลองแล้ว iPad ไม่รับ พอกด Command + Spacebar แล้วเลือกภาษาอื่นที่ติดตั้งไว้กลับใช้ได้ปกติ) สรุปว่างานนี้ต้องรอ OS ใหม่อีกเช่นกัน (ถ้าไม่หมดความอดทนไปทำ jailbreak เสียก่อน)

[ติดตามอ่านต่อในตอนที่ 3 นะครับ]

iPad เปิดขายแล้ว วันเดียวไปเป็นแสนเครื่อง!

ในที่สุด iPad ของ Apple ก็เปิดขายจริงแล้ว หลังจากเปิดตัวสร้างความฮือฮามากว่าสองเดือน รายงานจากหลายสื่อแจ้งว่าแค่วันแรกก็ขายไปแล้วเป็นแสนเครื่อง ถ้ารวมกับตัวเลขที่นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์กันไว้ (ซึ่งเพิ่งเพิ่มยอดขึ้นไปอีกเนื่องจาก Apple เปิดขาย iPad ผ่านร้าน Best Buy ซึ่งเป็นเชนสโตร์สินค้าอิเล็คทรอนิคส์และ Gadget ต่างๆ รายใหญ่ของอเมริกาด้วย) ว่ากันว่าถึงสิ้นปี 2010 แอปเปิลน่าจะขาย iPad ไปได้ราว 5-8 ล้านเครื่อง !?!

รวมลิงค์วิดีโอที่เกี่ยวกับ e-book

รวมลิงค์วิดีโอที่เกี่ยวกับ e-book ครับ ลองดูกันเล่นๆ

อันนี้เป็น mock up หรือหนังตัวอย่าง (แต่ยังไม่ใช่ของจริง) ของสำนักพิมพ์ Editis ทำมาให้ดูพอเป็นไอเดียว่าโลกและชีวิตจะเปลี่ยนไปยังไงบ้างถ้าเรามี E-book ใช้กันแพร่หลาย

Read more

GPS เทคโนโลยี VS ความเป็นส่วนตัวของคุณ

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็คงรู้จักเจ้าอุปกรณ์บอกตำแหน่งด้วยสัญญาณดาวเทียม หรือจีพีเอส (GPS ? Global Positioning System) กันมากพอสมควรแล้ว (ก่อนอื่นขอย้ำว่าอย่าเอาไปปนกับ GPRS ? General Packet Radio Service นะครับ อันนั้นมันเป็นการต่อเน็ตหรือรับส่งข้อมูลผ่านมือถือ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน) ที่ผมใช้คำว่า ?บอกตำแหน่ง? ก็คือแปลจาก Positioning เพราะความจริงแล้วสัญญาณจากดาวเทียมที่อุปกรณ์จีพีเอสรับมานั้นมันเพียงแต่บอกว่าคุณอยู่ตรงไหน ละติจูดและลองจิจูดที่เท่าไหร่บนพื้นผิวโลกเท่านั้น (ความจริงสามารถบอกว่าคุณอยู่ที่ระดับสูงจากระดับน้ำทะเลเท่าไหร่ได้ด้วย) แต่ไม่ได้ช่วยนำทางอะไรเลย การที่อุปกรณ์จีพีเอสสามารถนำทาง (Navigation) ให้คุณขับรถไปไหนต่อไหน หรือแสดงแผนที่ต่างๆ ได้นั้นจะต้องมีข้อมูลอยู่ในตัวอุปกรณ์นั้นๆ เอง หรือไม่ก็สามารถดาวน์โหลดแผนที่ผ่านอินเทอร์เน็ตได้ แล้วค่อยเอาตำแหน่งของคุณที่สัญญาณดาวเทียมบอกมาอย่างต่อเนื่อง (ซึ่งจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เมื่อคุณเคลื่อนที่) มาเทียบกับพิกัดบนแผนที่ จากนั้นถึงจะบอกได้ว่าคุณอยู่ที่ไหน บนถนนอะไร ใกล้สถานที่สำคัญ (ที่เรียกกันว่า Point of Interest หรือ POI) อะไรบ้าง และควรจะเดินหน้าถอยหลังหรือไปทางขวาทางซ้ายอย่างไรถึงจะไปยังจุดที่ต้องการได้ ถ้าปราศจากข้อมูลแผนที่เสียแล้ว ระบบจีพีเอสก็จะบอกได้เพียงตำแหน่งของคุณเป็นตัวเลขที่ไร้ความหมาย หรือเป็นจุดบนพื้นที่ว่างๆ ที่ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรได้ อย่างมากก็บอกได้แค่ว่ากำลังมุ่งหน้าไปทางทิศไหน เช่น ขึ้นเหนือ หรือมุ่งตะวันออกเฉียงใต้ เท่านั้น

Read more

โลกดิจิตอลไร้สาย

หลายปีที่ผ่านมา เราคุ้นชินกับโลกดิจิตอลที่ทวีความเร็วสูงขึ้นทุกที จากโมเด็ม 56K กลายเป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ADSL) จากที่เคยต่อเน็ตผ่านมือถือด้วยความเร็วที่แทบจะรับไม่ได้ของ GPRS ธรรมดาราว 40K กลายเป็น Edge ที่เร็วขึ้นอีก 3-4 เท่า สารพัดอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อเน็ตซึ่งเคยมีขนาดใหญ่จนต้องวางอยู่กับที่ เช่นเครื่องเดสก์ท็อปและโมเด็ม เริ่มเล็กลงและสามารถแบกหรือพกพาไปไหนต่อไหนได้สะดวกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโน้ตบุ๊ค เน็ตบุ๊ค โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน และแม้แต่เกมคอนโซลบางรุ่น ซึ่งนอกจากจะพกพาไปไหนๆได้แล้ว อุปกรณ์เหล่านี้รุ่นใหม่ๆยังเริ่มมีความเร็วในการต่อเน็ตสูงกว่าอุปกรณ์เดิมๆ ที่พกพาไม่ได้เสียด้วยซ้ำไป ปัจจุบันมาตรฐาน 3G ใหม่สามารถรับส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงถึง 7.2 เมกะบิต (ต่อวินาที) เทียบกับโฆษณาไฮสปีดอินเทอร์เน็ตที่โปรโมทกันอยู่ทั่วไปในปัจจุบันในราคาเดือนละไม่กี่ร้อยบาท ซึ่งมีความเร็วเพียง 1-2 เมกะบิตเท่านั้น (สำหรับ ADSL ถ้าคุณอยากใช้ความเร็วสูงกว่านี้ บ้านจะต้องอยู่ห่างจากอุปกรณ์ที่ชุมสายไม่เกินประมาณ 1-2 กิโลเมตรเท่านั้น) ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่อุตส่าห์มีคนเอาเครื่องiPhone มาจับโปรแกรม Apache ยัดลงไป แล้วทำให้มันกลายเป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์สำหรับให้บริการเรียกดูเว็บเพจแก่เครื่องอื่นๆ ทั่วโลก ทั้งๆ ที่ยังห้อยอยู่ข้างเอวหรือก้นกระเป๋าถือของคุณด้วยซ้ำ (บังเอิญว่าระบบของ iPhone มีพื้นฐานมาจาก Mac OS X และUnix จึงมีคนหาทางทดลองทำจนได้ เอาเข้าไป!)? หรือแอพพลิเคชั่นอีกหลายๆตัวที่ทำงานในแบบ real-time และส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต ก็เริ่มจะมีใช้กันบนสมาร์ทโฟนรุ่นต่างๆ ที่รองรับระบบ 3Gกันบ้างแล้ว ตัวอย่างเช่น โปรแกรมวัดอัตราการเต้นของหัวใจและข้อมูลอื่นๆของคนไข้ เพื่อให้แพทย์สามารถติดตามดูแลคนไข้ได้ตลอดจากระยะไกล อย่างที่ Apple ได้แสดงให้ดูในงานเปิดตัวเครื่อง iPhone 3GS และ firmware (OS) 3.0เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง คุณรู้หรือเปล่าว่าเครื่องเกมคอนโซลแบบพกพา PlayStation ของโซนี่นั้น สามารถเล่นเกมร่วมกับใครก็ได้ที่บังเอิญมานั่งอยู่ใกล้กันในรัศมีทำการของระบบไร้สาย ไม่ว่าจะเป็นบนรถใต้ดิน ในม้านั่งในสวนสาธารณะ ในห้องเรียน (อันนี้คงไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่) และที่อื่นๆ

Read more

E-book จริงหรือที่ว่ามันคืออนาคตของการอ่าน ?

หมายเหตุ: บทความนี้จะเป็นการสรุปเนื้อหาที่ผมเตรียมไปพูดแบบ #ignite ในงาน Ignite Bangkok (www.ignitebangkok.com) ในวันที่ 3-4 มีนาคมที่จะถึงนี้ที่ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC – เอ็มโพเรียม สุขุมวิท) ห้อง Auditorium ดังนั้นจึงจะมีการอัพเดทเป็นระยะจนกว่าจะเขียนเสร็จ (ซึ่งก็คงใกล้วันงานพอดี) สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักการพูดแบบ ignite ก็เข้าไปดูที่เว็บดังกล่าวได้ สรุปสั้นๆก็คือให้พูดเรื่องอะไรก็ได้ แต่มีเวลาแค่ 5 นาทีและ 20 สไลด์ โดยสไลด์จะเปลี่ยนเองทุกๆ 15 วินาที? เนื้อหาจึงต้องกระชับ ไม่เยิ่นเย้อ ตามสโลแกนที่ว่า “enlighten us, but make it quick”

สำหรับวิดีโอที่ไปพูด ดูได้ที่นี่ครับ (5 นาที)

[vodpod id=Video.3219271&w=480&h=270&fv=]

Amazon's Kindle DX

Amazon's Kindle DX

เนื้อหาโดยย่อ: ถึงตอนนี้ใครๆก็เริ่มตื่นเต้นกับเครื่องอ่าน e-book ในสารพัดรูปแบบที่กำลังจะออกมาให้ใช้กัน ไม่ว่าจะเป็น iPad, Kindle, Nook, G-Tablet หรืออื่นๆ แต่อนาคตของ e-book จะเป็นอย่างไร และมันจะทำให้เราเลิกอ่านหนังสือบนกระดาษกันได้จริงๆหรือ ประเด็นสำคัญอยู่ตรงไหนกันแน่ ในฐานะของคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างหนังสือกับเทคโนโลยี คือเป็นทั้งคนทำหนังสือด้าน IT และอยู่ในแวดวงหนังสือมานับสิบปี ขอรวบรวมข้อมูลและข้อคิดเห็นล่าสุดจากหลายมุมมองมาเล่าสู่กันฟัง

16 เรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ E-book

1. E-book เริ่มมีมานานแล้วบน PC/Mac ?แต่เพิ่งจะเริ่มได้รับความสนใจมากเมื่อเร็วๆนี้

ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะแต่เดิม E-book เป็นแบบที่ต่างคนต่างทำ มีหลากรูปแบบ หลายมาตรฐาน บางรายทำแบบ proprietary กันมานาน แต่ละคนมี tool ของตัวเอง บางคนก็ใช้ไฟล์แบบ PDF เพื่อให้เปิดได้ทุกที่ บางคนก็ทำโดยใช้โปรแกรมอย่าง Adobe Flash เพื่อเน้น effect ทางด้าน multimedia ผสมกับวิดีโอ แต่ที่เหมือนกันคือส่วนมากจะทำให้อ่านบนเครื่องคอมพิวเตอร์ จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้ที่มือถือแบบ Smartphone ซึ่งมีจอขนาดใหญ่ได้รับความนิยมแพร่หลาย จึงมีคนทำทั้งโปรแกรมอ่านและตัวหนังสือ E-book เองให้อ่านได้บนมือถือเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น เครื่องอ่าน E-book ของ Amazon ที่เรียกว่า Kindle มีโปรแกรมที่ทำให้อ่านไฟล์แบบเดียวกันได้บน Smartphone หลายๆ ค่าย

2. ในปีนี้ (2010) จะมีผู้ผลิตเครื่อง E-book reader ออกมามากมายในรูปแบบของ Tablet computer

ทั้งนี้เพราะเทคโนโลยีต่างๆ เริ่มจะเข้าที่และดีพอที่จะทำเครื่องออกมา และแต่ละรายก็พยายามหาจุดขายที่เป็นได้มากกว่าเครื่องอ่าน E-book เฉยๆ กลายเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนตัวในรูปแบบใหม่ ที่ฮือฮาที่สุดก็คงไม่พ้น Apple ที่เปิดตัว iPad ก่อนใคร (อ่านเรื่อง ?iPad: ฤาจะเป็นแพลทฟอร์มนี้ที่เปลี่ยนโลก? ได้ใน D+Plus ฉบับที่แล้ว) และตามมาติดๆด้วย G-Tablet (ชื่อยังไม่เป็นทางการ) ของ Google ที่น่าจะใช้ระบบปฏิบัติการกึ่งบราวเซอร์อย่าง Chrome (ของกูเกิ้ลเอง ซึ่งมีหน้าตาแบบเดียวกับบราวเซอร์ Chrome ที่กูเกิ้ลแจกฟรีให้ใช้กันอยู่) ออกมาด้วย ทั้งหมดนี้ทำเอาค่ายที่ขายหนังสือและ E-book reader เป็นหลักอยู่อย่าง Amazon ที่ขาย Kindle ต้องปรับตัวขนานใหญ่ หรือแม้แต่ Barnes and Noble เชนร้านหนังสือใหญ่ของอเมริกา ต้องเปิดตัวเครื่องอ่าน E-book ของตนในชื่อ Nook ออกมาสู้ ส่วนอีกทางหนึ่งบรรดาผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ทั้งหลายเช่น Acer, HP, Dell ก็ต้องออก Tablet computer โดยใช้ระบบปฏิบัติการทชั้หลากหลาย มีทั้ง Chrome ของ Google หรือ Windows 7 ของไมโครซอฟท์มาเอี่ยวด้วย ทั้งหมดนี้มากพอจะทำให้ตลาดอุปกรณ์สายพันธ์ใหม่นี้เดือดได้ทีเดียว

Read more