หนังสือกระดาษ VS อีบุ๊ค คำถามที่ไร้ประโยชน์อีกต่อไป

ผมอยู่ในแวดวงคนทำหนังสือมากว่าสามสิบปี และด้วยแบ็คกราวด์ที่เรียนมาทางวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ก็อาจจะพูดได้ว่าได้เห็นเทคโนโลยีดิจิตอลมาตั้งแต่เริ่มต้น ก่อนจะมีอินเทอร์เน็ตเสียอีก และตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ได้เห็นปฏิกิริยาของคนทำหนังสือที่มีต่อสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงอีบุ๊ค (E-book) ซึ่งเป็นไปในทางไม่ค่อยชอบใจปนสงสัยตลอดมา

คนในวงการหนังสือกลัวกันมากว่ามันจะเข้ามาแย่งตลาดหนังสือกระดาษที่เราคุ้นเคยกัน กลัวกันตั้งแต่เรื่องการถูกก๊อปปี้ เสียตลาดที่ควรได้ ซึ่งก็เป็นข้อที่มีเหตุผลฟังขึ้นในระดับหนึ่ง ต่อมาก็เถียงกันเรื่องว่าอ่านบนกระดาษสบายตากว่า และจับต้องได้ ในขณะที่อีบุ๊คต้องอ่านบนจอคอมพิวเตอร์ยุคนั้น (ซึ่งก็ยังไม่สบายตาจริงๆ น่ะแหละ) พอจอภาพของอุปกรณ์ทั้งหลายละเอียดมากขึ้น นิ่งขึ้น จนสามารถอ่านได้สบายตา แถมอยู่บนแท็บเล็ตที่หยิบจับได้เบากว่าหนังสืออีก ก็เปลี่ยนมาเถียงกันเรื่องความเป็นเจ้าของอีบุ๊คว่าถาวรมั้ย หรือสามารถโอนต่อให้ผู้อื่นได้เหมือนหนังสือเล่มหรือเปล่า หรืออย่างหนึ่งที่มักจะถูกยกมาอ้างถึงบ่อยๆก็เช่นว่าหนังสือมีกลิ่นและสัมผัสที่คุ้นเคย สามารถเปิดดูผ่านๆ (บราวซ์ – browse) ได้สะดวกกว่าอีบุ๊คเป็นต้น

ความเห็นส่วนตัวผมคิดว่าคำถามประเภทนี้ควรจะเลิกคิดเลิกถามกันได้แล้ว เพราะมันจะทำให้หลงประเด็นไปเป็นว่า “สื่ออะไรกำลังจะเข้ามาแทนที่หนังสือ?” เพราะที่จริงแล้วสิ่งที่จะถูกแทนที่หรือเปลี่ยนไปในอนาคต ไม่ใช่หนังสือกระดาษหรือแม้แต่หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปคือ “กระบวนการ” ในการรับสารหรือเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ของคนยุคใหม่มากกว่า ดังนั้นคำถามที่ถูกจึงควรจะเป็นว่า “คนในยุคหน้าเขาจะรับรู้เรื่องราวต่างๆ อย่างไร?” ซึ่งคำตอบคงไม่ใช่การอ่านตัวหนังสือล้วนๆ อย่างเดียว (ไม่นับการอ่านงานวรรณกรรม) แต่น่าจะเป็นการผสมผสานระหว่างข้อความ (ที่สั้นลง) กับภาพสวยๆ เสียงบรรยายหรือเล่าเรื่อง (เช่นในหนังสือเสียงหรือ audio book) วิดีโอ และอาจรวมถึงการโต้ตอบต่างๆ (interactive – ซึ่งจะนำเสนอได้แต่ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น) นอกจากนี้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ยังสามารถสืบค้น (search) ได้ แบบเดียวกับที่เราเสิร์ชจากกูเกิ้ล ทำให้ความจำเป็นที่จะต้องอ่านข้อความบรรยายต่อเนื่องยาวๆ หายไป กลายเป็นเจาะจงค้นหาเฉพาะตรงที่ต้องการรู้หรืออ้างอิงแทน

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตัวเลขการเติบโตของอีบุ๊คอาจไม่ได้มากมายอย่างที่หลายๆ คนกลัว แต่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไม่น่ากลัว เพราะที่ควรกลัวจริงๆ ไม่ใช่อีบุ๊ค แต่เป็น เฟซบุ๊ค (Facebook) และสื่อสังคมออนไลน์ หรือ social media อย่างอื่นมากกว่า เพราะสื่อเหล่านี้มีหลายรูปแบบ และกระจัดกระจายกันออกไป ทั้ง เฟซบุ๊ค อินสตาแกรม ไลน์ หรือแม้แต่เว็บไซต์ดังๆ ของไทยอย่าง Pantip.com, Dek-D.com, Sanook.comและอื่นๆ อีกหลายเจ้า แต่ที่เหมือนกันก็คือ สิ่งเหล่านี้แย่งเวลา แย่งความสนใจ หรือที่เรามักเล่นสำนวนกันว่า “แย่งสายตา” (eyeball) ของผู้อ่านที่มีเวลาจำกัดในแต่ละวันไปจากการอ่านทั้งหนังสือเล่มและนิตยสารต่างๆ ในสัดส่วนที่สูงจนน่าตกใจ (ลองนึกดูว่าในวันหนึ่งๆ คุณเข้าเฟซบุ๊คกี่หน หรือค้นหาข้อมูลจากห้องต่างๆ ใน Pantip.com หรือจะติดตามเบื้องหลังของดราม่าล่าสุดก็ตาม รวมๆ แล้วนานแค่ไหน เทียบกับเวลาในแต่ละวันที่ใช้กับการอ่านหนังสือเล่มหรือนิตยสาร) แถมในนั้นยังมีข้อมูลในปริมาณและรูปภาพที่มากมายมหาศาลอย่างที่ไม่สามารถหาที่พิมพ์ลงกระดาษเพื่อขายได้ ถึงแม้บางครั้งข้อมูลอาจจะหละหลวม กระจัดกระจาย ไม่ถูกต้องตรงเป๊ะ หรือไม่ได้อัพเดทให้ทันสมัยไปบ้าง แต่แหล่งข้อมูลเหล่านี้แหละที่น่าจะแย่งตลาดของหนังสือ non-fiction ไปได้มากพอสมควร

ลองนึกง่ายๆ ว่าแค่อ่านบทความที่แชร์มาในเฟซบุ๊คหรือไลน์ในแต่ละวัน คุณก็แทบจะไม่มีเวลาอ่านนิตยสารที่ซื้อมากองเป็นตั้งๆ แล้ว ที่หนักกว่านั้นก็คือ บทความเหล่านั้นบางทีก็ถูกคัดย่อมาแสดงแบบอัตโนมัติ และผู้อ่านก็มักจะอ่านเท่าที่คัดมาแสดงโดยไม่คลิกย้อนไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ต้นทางด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เว็บดังจริงๆ ทำให้เจ้าของบทความหรือ content ขาดรายได้ไปด้วย เพราะไม่ได้ทั้งจำนวนผู้เข้าชมเว็บที่มากขึ้นพอจะคุ้มค่าดำเนินการ หรือสามารถนำตัวเลขจำนวนผู้ชมไปอ้างอิงหาเพื่อโฆษณามาช่วยค่าทำเว็บ และที่ตามมาก็คือปัญหาว่า ธุรกิจจะดำเนินไปได้อย่างไร ทั้งๆที่บางที่ก็เป็นเพจที่มีเป็นคนไลค์เป็นแสนๆ หรือเฉียดล้านราย หรือเป็นเว็บที่มีคนกดเข้ามาดูจำนวนมากต่อวันก็มี

สรุปก็คือ อย่าไปกลัวเลยครับอีบุ๊ค ที่ควรกลัวคือเฟซบุ๊คและสื่อออนไลน์ต่างๆ ที่จะแย่งเวลาการอ่านจากลูกค้าไปมากกว่า พอเค้าไม่มีเวลา เค้าก็เลยยังไม่ซื้อหนังสือไปเก็บไว้เฉยๆ เรื่องก็มีอยู่ง่ายๆ (แต่แก้ยาก) ประมาณนี้ ก็เท่านั้นเอง 🙁

Feature Image : Daniel Hofstetter / Schweizerische Bundesbahnen SBB – CC BY-SA 2.0

ทำไมสำนักพิมพ์ได้กำไรจากอีบุ๊คน้อยกว่าหนังสือเล่ม?

ข้อมูลจากหลายๆประเทศที่เริ่มมีการขายอีบุ๊คกันอย่างแพร่หลายพอสมควร บอกว่าสำนักพิมพ์ส่วนมากบ่นกันว่าการขายอีบุ๊คได้กำไรน้อยกว่าหนังสือเล่ม ซึ่งฟังแล้วดูเหมือนไม่น่าเป็นไปได้ เพราะการนำเสนอ content ผ่านรูปแบบ electronics media ไม่ต้องมีค่ากระดาษ ค่าพิมพ์ ไม่น่าจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการพิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม

แต่ความจริงแล้วเศรษฐศาสตร์ที่แตกต่างของต้นทุนและราคาขายในแต่ละประเทศ มีผลอย่างมากในการทำกำไรของสำนักพิมพ์ ในด้านบวก สิ่งที่สำนักพิมพ์จะลดต้นทุนได้ในกรณีของ e-book ก็คือ

  • ค่ากระดาษ ค่าเพลท ค่าพิมพ์
  • ? ลดการสูญเสียของหนังสือที่เหลือคืนหรือพิมพ์เกินกว่าที่ขายได้

ส่วนค่าใช้จ่ายในการเตรียม content หรือ pre-press น่าจะใกล้เคียงกัน ซึ่งคงต้องดูในรายละเอียดเพิ่มเติม ดังนี้

จากการที่ราคาหนังสือต่างประเทศนั้นค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับของไทย (ถึงแม้ราคานั้นจะจัดว่าถูกเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของประเทศนั้นๆ ก็ตาม) เช่น 5-6 ร้อยบาท เทียบกับบ้านเรา 2-3 ร้อยบาท ในขณะที่ต้นทุนการพิมพ์อาจจะไม่ต่างกับบ้านเรามากนัก เช่น 50-100 บาท ดังนั้นค่ากระดาษ ค่าพิมพ์ ที่ลดลงได้จึงเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าของไทย เช่นของต่างประเทศอาจเป็นเพียง 10% เท่านั้น ในขณะที่บ้านเราอาจมีสัดส่วนค่าพิมพ์ที่ลดได้สูงถึง 20% ดังนั้น e-book จึงมีส่วนที่ลดต้นทุนให้สำนักพิมพ์ไทยได้มากกว่า

ในส่วนของการลดการสูญเสียหนังสือคืนหรือพิมพ์เหลือแล้วขายไม่ได้นั้น ตัวเลขจากผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่อย่างซีเอ็ดยูเคชั่นบอกว่าค่าเฉลี่ยทั้งหมดของวงการใกล้จะแตะ 30% แล้ว ดังนั้นมูลค่าส่วนนี้ก็จะเป็นสิ่งที่สำนักพิมพ์สามารถประหยัดได้จากการแจกจ่ายหนังสือในรูปแบบ e-book เช่นเดียวกัน

ในทางกลับกัน มองในด้านลบ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มเติมขึ้นในการขายหนังสือในรูปแบบ e-book ก็คือ

  • ค่าหัวคิวหรือส่วนแบ่งการตลาดที่ต้องถูกชาร์จ 2-3 ต่อ คือโดยผู้ดำเนินงานร้านออนไลน์ e-book store, โดย developer ผู้พัฒนาระบบหน้าร้านออนไลน์ และที่สำคัญที่สุดคือโดยเจ้าของแพลทฟอร์มหรือระบบปฏิบัติการ เช่น Apple (iOS) หรือ Google (Android) ซึ่งรวมกันแล้วพอๆกับ หรืออาจจะมากกว่าส่วนแบ่งการค้าปกติที่สำนักพิมพ์ให้แก่สายส่ง (ผู้จัดจำหน่าย) และร้านค้าทั่วไป เช่น 30-40% เสียด้วยซ้ำ
  • ส่วนลดจากราคาปกที่ต้องให้ตามธรรมเนียมที่ว่า e-book จะขายในราคาที่ถูกกว่าหนังสือเล่ม เช่น อย่างน้อยก็ลด 20-30% จากราคาปกของหนังสือเล่มเดียวกัน

ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้ รวมแล้วหากมากกว่าต้นทุนการพิมพ์และมูลค่าหนังสือเหลือที่ลดได้ ก็จะกลับทำให้สำนักพิมพ์ได้รับส่วนแบ่งที่เหลือน้อยลง เช่นเหลือเพียง 10-20% จากราคาปก (ซึ่งต้องไปแบ่งต่อให้กับผู้เขียนอีก) สุดท้ายสำนักพิมพ์ก็ไม่เหลืออะไร จึงกลายเป็นแรงต้านที่ทำให้สำนักพิมพ์ขาดแรงจูงใจในการทำตลาด e-book ให้เติบโตอย่างที่ควรจะเป็น

 

Feature image : Maximilian Schönherr – CC BY-SA 3.0

ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับ e-book (3)

3. E-book จะมีความสามารถในการทำ interactive กับผู้อ่านได้มากขึ้น

ข้อนี้ก็จริงแค่บางส่วน เพราะการทำ interactive ต้องอาศัยความสามารถในการพัฒนาเนื้อหาไปพร้อมๆกับการใช้ความสามารถของซอฟต์แวร์สร้าง e-book แต่สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่ทำหนังสือเล่ม อาจคุ้นเคยกับการสร้างภาพและตัวหนังสือนิ่งๆ เป็นหลัก การทำ interactive ให้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ การถ่ายวิดีโอ ใส่เสียงประกอบ ฯลฯ อาจกลายเป็นหน้าที่ของผู้เขียนที่จะต้องคิดเตรียมมาตั้งแต่ต้นทาง แล้วใช้เครื่องมือง่ายๆ ทำเองเลย เช่น iBooks Author ในแพลทฟอร์มระบบ iOS ของ Apple มากกว่า

25550706-102249.jpg
[e-book ที่สร้างจาก โปรแกรม iBooks Authors บนเครื่อง Mac]

4. E-book จะมีหน้าตาสวย และลูกเล่นแบบ e-magazine

อันนี้ในอนาคตน่าจะได้เหมือนๆกันหมดครับ ส่วนในปัจจุบันก็แล้วแต่ฟอร์แมทของร้านออนไลน์แต่ละแห่ง ถ้าเป็นร้านออนไลน์ของไทยส่วนใหญ่จะจัดหน้าสวยเหมือนหนังสือ คือหน้าต่อหน้า เพราะร้านออนไลน์บ้านนิยมแปลงไฟล์ที่สำนักพิมพ์ส่งมาให้ในรูปแบบ PDF มาเป็น e-book โดยตรงหน้าต่อหน้า ก็เลยได้สวยเท่าหนังสือเล่มฉบับพิมพ์ แต่ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ซึ่งการทำแบบนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือหน้าต่อหน้าอ้างอิงได้ตรงกับฉบับพิมพ์ การจัดรูปแบบของข้อความในแต่ละหน้าก็อยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งของรูปและข้อความ แต่ข้อเสียคือไม่สามารถปรับขนาดฟอนต์ให้ตัวใหญ่หรือเล็ก แล้วให้มีการจัดข้อความใหม่ตามขนาดอักษรที่เลือก (reflow text) ได้ ต้องใช้การซูมเข้าออกทั้งหน้าเท้านั้น ต่างกับฟอร์แมทของต่างประเทศอย่าง Amazon ที่เดิมใช้แบบข้อความลื่นไหลไปกับภาพ ทำให้ปรับขนาดอักษรให้อ่านสะดวกตามความชอบแต่ละคนได้ ซึ่งเหมาะกัับหนังสือที่ข้อความเยอะ ไม่เน้นภาพ และไม่ fix ตำแหน่งภาพว่าต้องอยู่ตรงกับข้อความ แต่ถ้าเป็นหนังสือที่มีภาพเป็นหลักจะดูยากมากและไม่น่าอ่านเลย

25550706-102454.jpg
[e-book แบบ PDF ที่นิยมใช้กันในร้านออนไลน์ของไทย]

25550706-102505.jpg
[e-book แบบที่ปรับขนาดฟอนต์และ reflow text ได้ อย่างของ Amazon Kindle ซึ่งตำแหน่งและจำนวนหน้าจะไม่คงที่ และที่สำคัญคือไม่สวยเอาซะเลย]

อันนี้คงต้องรอมาตรฐานใหม่ๆ ที่เพิ่งประกาศใช้ เช่น epub 3 ซึ่งจะเข้ามาช่วยในเรื่องนี้ แต่ก็ต้องอาศัยเครื่องมือจัดหน้าเช่น Adobe InDesign เวอร์ชั่นใหม่ๆ หรือ Apple iBooks Author แถมฟอร์แมทที่เอาไปใช้กันจริงๆ ก็เป็น อะไรที่ based-on แต่ไม่ใช่ fully compatible กับ epub 3 เสียอีก ไม่ว่าจะเป็นฟอร์แมทของ iBooks Author หรือ Amazon Kindle ตัวใหม่ก็ตาม แปลว่าเวลาจัดหน้าแล้วอาจมีการขยับหน้าตำแหน่งไปได้ ขึ้นกับความ compatible ของเครื่องมือด้านซอฟต์แวร์ที่ใช้ แถมยังต้องแปลงกันใหม่ ตรวจสอบและปรับแก้ต่างหากสำหรับแต่ละฟอร์แมทอีก น่าปวดหัวมิใช่น้อยเลย ;(

5. DRM สามารถป้องกันการก๊อปปี้ e-book ได้เกือบ 100%

อันนี้ใครที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์มาบ้างน่าจะพอบอกได้ด้วย sense แล้วว่ามันไม่จริง ป้องกันได้ก็แกะได้ เพียงแต่ความสะดวกยากง่ายแค่ไหนเท่านั้น คือผู้ใช้ทั่วๆไปอาจไม่ทำ แต่ถ้าเป็นนัก crack มือดีๆก็คงทำได้ไม่ยาก แต่ที่สำคัญผมว่าต้องเข้าใจก่อนว่าทุกอุปกรณ์สามารถ capture screen ได้ แถมความละเอียดหน้าจอก็สูงขึ้นทุกที ดังนั้นถ้า capture หน้าจอหนังสือไปทีละหน้าโดยการกดเพียงไม่กี่ปุ่ม จะเร็วและง่ายกว่าการเอาหนังสือเล่มไปถ่ายเอกสารเสียอีก อันนี้เป็นความสามารถในตัวระบบปฏิบัติการทั้งค่าย Android และ iOS จึงป้องกันได้ยาก ดังนั้นการป้องกันด้วย DRM จึงช่วยได้แค่บางส่วนเท่านั้น ยิ่งถ้าหนังสือ e-book ของคุณเป็นแบบ PDF ที่พูดถึงในหัวข้อก่อน คือมีรูปแบบหน้าต่อหน้าเหมือนฉบับพิมพ์ ก็ยิ่งสะดวกในการก๊อปปี้หน้าต่อหน้าไปใหญ่ แต่ถ้าเป็นพวก e-magazine ที่มีลูกเล่นหมุนแนวนอนอย่างแนวตั้งอีกอย่าง หรือเลื่อนอ่านขึ้นลงเฉพาะแต่ละบทความ คือไม่ได้เรียงหน้าต่อหน้าแบบฉบับพิมพ์ แถมมี interactive หรือมัลติมีเดียฝังมาด้วย อันนี้จะก๊อปปี้หน้าจอลำบากกว่า

สรุปคือการป้องกันในโลกนี้ไม่มีอะไร 100% ทำอย่างไรให้ผู้ใช้อ่านสะดวก และยอมจ่ายเงินซื้อน่าจะเป็นวิธีตอบโจทย์ที่ดีกว่า เรื่องนี้คงไม่มีทางออกที่ตายตัว เหมือนอย่างเพลงที่ขายกันบนเน็ตตอนนี้ก็เลิกระบบ DRM หมดแล้ว ในขณะที่ภาพยนตร์ที่ขายบนเน็ตยังใช้ DRM กันอยู่ คำถามคือแล้วหนังสือจะใช้แบบไหน แต่ละร้านออนไลน์ แต่ละสำนักพิมพ์คงต้องไปหาคำตอบเองครับ

ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับ E-book (2)

2. E-book จะมาทดแทนหนังสือฉบับพิมพ์ และทำให้หนังสือเล่มขายได้น้อยลง

25550704-103033.jpg

[Newsstand ใน iPad ทำให้การเลือกอ่านวารสารต่างๆ ในรูปแบบ e-magazine กลายเป็นเรื่องธรรมดาๆ การหยิบหนังสือจาก Bookshelf ของ Amazon, iBooks หรือร้านออนไลน์อื่นๆ ของไทยก็น่าจะค่อยๆกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปในไม่ช้า]

ข้อนี้ต้องแยกประเด็นว่า “หนังสือ” อะไร ถ้าเป็นหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร ประเภทที่เราอ่่านกันผ่านๆ อ่านแล้วก็ทิ้งไป หรือเรียกว่า casual reading นั้นน่าจะเริ่มเห็นผลกระทบของ e-book หรือ e-magazine มากขึ้นทุกที คาดกันว่าในไม่ช้านิตยสารฉบับพิมพ์คงจะค่อยๆ หายไปหมด แบบเดียวกับที่หนังสือพิมพ์ต้องไปขึ้นเว็บหรือปล่อยข่าวออนไลน์กันหมดแล้วในตอนนี้ แต่ถ้าเป็นหนังสือเล่มแบบที่อ่านเอาจริงเอาจังหรือ serious reading นั้นน่าจะเห็นผลช้ากว่า หลายแหล่งคาดกันว่าหนังสือเล่มจะไม่ถึงกับหายไปเลย แต่จะค่อยลดการเติบโตลงจนถึงขั้นไม่โตหรือหดตัวลงอย่างช้าๆ

แต่อีกสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือเราจะมีหนังสือแบบ e-book ให้เลือกอ่านกันมากมายกว่าเดิม เพราะหนังสืออีกจำนวนมากที่ไม่เคยมีโอกาสตีพิมพ์เพราะคาดว่ามีผู้อ่านจำนวนน้อยเกินไป ไม่คุ้มต้นทุนในการผลิต เช่น สีทั้งเล่ม ก็จะมีโอกาสพิมพ์ออกมาในรูปแบบ e-book มากขึ้น รวมทั้งนักเขียนหน้าใหม่ๆ ที่สร้างงานเองแล้วทำออกมาเป็น e-book เข้าร้านออนไลน์เลยโดยไม่ผ่านสำนักพิมพ์ก็จะมีมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันการที่ไม่มีบรรณาธิการคอยตรวจแก้ไข คัดกรอง ก็จะทำให้มีงานที่ไม่ได้คุณภาพหลุดออกมาวางตลาดมากขึ้น ทำนองเดียวกับการเขียนนิยายให้อ่านฟรีบนเว็บที่มีอยู่เป็นหมื่นเป็นแสนเรื่อง ซ้ำกันไปลอกกันมาบ้าง ที่ดีโดดเด่นก็มีบ้าง ปะปนกันไป

[ยังมีต่อครับ…]

ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับ E-book (1)

25550703-112059.jpg
[ภาพจาก e-book “สิ่งมหัศจรรย์ธรรมดา” โดย นิ้วกลม สำนักพิมพ์มติชน]

เมื่ออุปกรณ์อ่าน e-book เริ่มแพร่หลาย และสำนักพิมพ์/ร้านออนไลน์เริ่มทำหนังสือออกจำหน่ายในรูปแบบ e-book มากขึ้น ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ e-book หลายๆ อย่างที่คาดหวังหรือเชื่อกันมาแต่เดิมก็เริ่มกระจ่างชัดขึ้น อาทิเช่น

1. E-book จะทำให้หนังสือถูกลงได้หลายๆ เท่า เพราะสำนักพิมพ์จะขาย e-book ตรงให้ลูกค้าเลย

E-book ไม่ได้ทำให้หนังสือถูกลงมากถึงขนาดหลายๆ เท่าอย่างที่เคยคิดกัน เราเริ่มเห็นกันแล้วว่า ราคาหนังสือในรูปแบบ e-book ถูกกว่าฉบับพิมพ์บนกระดาษเพียงเล็กน้อย เช่น 20-30% (และมีแนวโน้มว่าอาจจะเพิ่มขึ้นหากยอดขายยังไม่สูงอย่างที่คาดหวังกัน) ทั้งนี้เพราะต้นทุนที่ลดลงของสำนักพิมพ์ มีแต่ส่วนของค่าพิมพ์ ค่าเพลท+แยกสีในระบบออฟเซ็ท และที่เป็นสัดส่วนมากที่สุดก็คือค่ากระดาษเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแค่ 20-30% ของราคาปกเดิม แต่ค่าใช้จ่ายหลักคือค่าจัดจำหน่ายผ่านร้านค้าออนไลน์ไม่ได้ถูกลงมากนัก คืออยู่ราว 30-40% ต่างกันไปตามระบบของร้านและแพลทฟอร์มที่ใช้ (เช่น ในระบบ iOS ของ Apple มีการคิดหัก 30% เปอร์เซ็นต์ซึ่งสูงกว่าระบบอื่น แต่ก็แลกมาด้วยฐานลูกค้าที่มีแนวโน้มจะควักกระเป๋าซื้อในสัดส่วนที่มากกว่า) รวมๆ แล้วค่าใช้จ่ายส่วนนี้ใกล้เคียงหรือถูกกว่าการจัดจำหน่ายหนังสือฉบับพิมพ์เพียงเล็กน้อย หรือบางกรณีอาจแพงกว่าเสียด้วยซ้ำ เพราะผู้ขายหรือร้านออนไลน์ก็เห็นว่าน่าจะขอแบ่งส่วนที่สำนักพิมพ์ลดต้นทุนการพิมพ์ได้มาชดเชยค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและดูแลระบบร้่านออนไลน์ของตนบ้าง

จากเดิมที่เคยคิดกันว่าเมื่อสำนักพิมพ์แต่ละราย ทำหนังสือในรูปแบบ e-book แล้วขายโดยการให้ดาวน์โหลดตรงไปยังอุปกรณ์ของผู้ซื้อเลย ความเป็นจริงก็คือผู้อ่านยังนิยมที่จะไปเลือกจากร้านออนไลน์ที่รวมหลายๆ สำนักพิมพ์มากกว่า อย่างน้อยก็ลดความยุ่งยากจากการล็อกอิน ใส่เลขที่บัตรเครดิต ฯลฯ รวมทั้งความวุ่นวายจากการโหลดหนังสือเดิมซ้ำกรณีเปลี่ยนเครื่อง เช่น แท็บเบล็ต เป็นรุ่นใหม่ ซึ่งถ้าซื้อจากร้านออนไลน์ไม่กี่แห่งก็ง่ายกว่าซื้อจากหลายร้อยสำนักพิมพ์ ซึ่งระบบร้านออนไลน์เหล่านั้นก็ต้องมีต้นทุนในการพัฒนาระบบ เขียนโปรแกรม ดูแลเซิร์ฟเวอร์ให้ทำงานได้ตลอดเวลา ค่าแปลงระบบป้องกันก๊อปปี้หรือ DRM (Digital Right Management) และค่ารับส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตด้วยความเร็วสูงพอที่ลูกค้าผู้ซื้อและดาวน์โหลดหนังสือจะไม่ต้องรอนานเกินไป (ค่าแบนด์วิธ) ผลก็ออกมาอย่างที่ว่าคือค่าใช้จ่ายที่หน้าร้านออนไลน์เหล่านี้คิดจากสำนักพิมพ์เลยไม่ลดลงกว่าหน้าร้านแบบเดิม

สภาพการณ์นี้น่าจะคงอยู่ไปอีกระยะหนึ่ง เพราะมีผู้ให้บริการร้านออนไลน์สำหรับ e-book ในเมืองไทยมากมายกว่า 13-14 รายที่เข้ามาแย่งเค้กชิ้นนี้ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่งน่าจะมีการปรับตัว รายที่ไม่ประสบความสำเร็จอาจต้องปิดตัวลงหรือรวมกิจการกับรายอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการดำเนินงานลดลงได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้รับรองว่าจะมาคิดเงินกับสำนักพิมพ์ถูกลงนะครับ ;(

[ยังมีต่อครับ]

e-book กับจุดจบของสิ่งพิมพ์แบบที่คุณเคยรู้จัก

ที่จริงว่าจะจั่วหัวเป็นภาษาประกิตว่า “e-book and the end of publishing as you know it” แต่เขียนเป็นไทยน่าจะเข้าใจได้ง่ายกว่า หรือหากจะให้แรงหน่อยอาจเขียนเป็น “e-book ส่งเสริมหรือทำลายวงการหนังสือ” แต่เกรงว่าจะแรงไปนิด เอาแค่สะกิดต่อมรับรู้กันพองามละกันนะครับ 😉

ก่อนจะไปถึงเรื่องว่า e-book มีผลกระทบอย่างไรกับวงการหนังสือ คงต้องดูกันก่อนว่า e-book ปัจจุบันหน้าตาอย่างไร มีกี่จำพวก เพราะเดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยมองหรือนึก ถึง e-book บนคอมกันซักเท่าไหร่แล้ว พอพูดขึ้นมาปั๊บก็มักจะนึกถึงบน reading device ทั้งหลายแหล่ เช่น iPad, Kindle, smartphone ที่รวมกันทุกระบบแล้วนับหลายล้านเครื่องในเมืองไทย และบรรดาแท็บเบล็ตระบบ Android ทั้งหลายแหล่ที่จะพาเหรดกันออกมาเต็มตลาดในปีนี้ในราคาที่ถูกจนน่าตกใจ เช่น 3-4 พันบาท เป็นต้น

e-book ที่จะอ่านได้และคาดว่าจะเป็นที่นิยมบนอุปกรณ์เหล่านี้ เท่าที่เห็นอาจจะมีราวๆ สามกลุ่ม (แต่ไม่ได้จำกัดแค่นี้ เพราะยังคงมีคนคิดอะไรใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ) ดังนี้

ปก "The Innovation secret of Steve Jobs" ฉบับ e-book บน iPad ยังเป็นตัวหนังสือล้วนๆ เหมือนฉบับพิมพ์

กลุ่มแรก คือพวกที่มีตัวหนังสือและภาพนิ่งล้วนๆ อย่างที่ Amazon ขายอยู่บน Kindle store, Apple ขายอยู่ใน iBookstore ไม่ว่าจะเป็นภาพสีหรือขาวดำก็ตาม กลุ่มนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นการจำลองแบบจากหนังสือเล่มที่เป็นฉบับพิมพ์จริงมาโดยตรงหน้าต่อหน้า ไม่ว่าจะเป็นหนังสือนิยาย วรรณกรรม สารคดี วิชาการ บริหารธุรกิจ ฯลฯ

โดยทั่วไปการแปลงหนังสือกลุ่มนี้เป็น e-book จะมีการเพิ่มความสามารถปรับขนาดฟอนต์ในการแสดงผลให้ใหญ่- เล็กตามหน้าจอหรืออุปกรณ์ที่ใช้ได้ แต่บางทีถ้าเป็นหนังสือที่มีภาพประกอบที่วางแบบสวยงาม ชิดซ้าย ชิดขวา หรือวางข้อความล้อมรูป การปรับฟอนต์ก็พาลทำให้หน้าที่จัดเลย์เอาท์ไว้ดีๆ รวนไปเสียจนอ่านไม่รู้เรื่องก็มี อันนี้นับเป็นข้อจำกัดอันหนึ่งในการแปลงไฟล์ที่จัดหน้าแบบหนังสือให้กลายเป็น e-book ซึ่งไม่ใช่ว่าจะแก้ไขไม่ได้ แต่ต้องจัดการกันอย่างพิถีพิถันหน่อย

กลุ่มที่สอง คือพวกที่เพิ่มมัลติมีเดีย วิดีโอ เสียงประกอบ ฯลฯ เข้าไป เช่นบางภาพแทนที่จะดูภาพนิ่งก็กลายเป็นวิดีโอแทน มีเสียงบรรยายประกอบบางช่วง มีดนตรีประกอบเพื่อสร้างบรรยากาศในการอ่าน ซึ่งเป็นไปได้ทั้งนิยาย (ที่อาจจะต้องสร้างบางฉากเป็นหนังสั้นแบบมิวสิควิดีโอหรือ mv) หรือสารคดีที่ผสมกันระหว่างคำบรรยายกับภาพและเสียง

หนังสือนำเที่ยวเชียงใหม่ (ซ้าย) VS แอพพลิเคชั่นนำเที่ยวเชียงใหม่บน iPhone (ขวา) พัฒนาโดยโปรวิชั่น หนังสือดูเพิ่มที่ www.provision.co.th (ขอโฆษณาหน่อยนะครับ สำหรับแอพคงจะเปิดให้โหลดได้เร็วๆนี้ครับ)

กลุ่มที่สาม อาจจะเรียกว่ามีพัฒนาการขึ้นไปอีกขั้น จนไม่แน่ใจว่ายังควรจะเรียกว่า e-book, application หรือ game กันแน่ คือกลุ่มที่เพิ่มเอฟเฟ็คต์และความสามารถในการโต้ตอบกับผู้อ่านเข้าไปด้วย เช่นหนังสือนิยายผจญภัยประเภทที่ให้ผู้อ่านเลือกฉากที่จะเล่น (อ่าน) เองได้ หนังสือท่องเที่ยวที่มีแผนที่และข้อมูลสถานที่ต่างๆ สัมพันธ์กับตำแหน่งปัจจุบันของผู้ใช้ เป็นต้น

จากที่เล่ามาจะเห็นว่า ทั้งหนังสือฉบับพิมพ์แบบเดิมและ e-book ในกลุ่มแรกที่เป็นพวก e-book แบบดั้งเดิมหรือ traditional น่าจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิตอลค่อนข้างมาก ด้วยความที่มันมีปริมาณข้อมูลค่อนข้างน้อยและนิ่ง ถ้าเป็นหนังสือเล่มก็อาจถูกสแกน (ความจริงเดี๋ยวนี้ไม่ต้องสแกน แค่ใช้กล้องในมือถือระดับไม่น้อยกว่า 5 ล้านพิกเซลก็ถ่ายชัดจนอ่านได้สบายแล้ว) ถึงแม้จะมีระบบป้องกันที่เรียกว่า DRM (Digital Right Management) ก็ยากจะป้องกันได้ทั่วถึงในระยะยาว (ปัญหาคล้ายกับที่อุตสาหกรรมเพลงเจอมาแล้วและเลิกใช้ DRM ไปในที่สุด แต่วงการหนังยังใช้อยู่) ยิ่งเป็นหนังสือเป็นหน้าๆ พอลงในจอ e-book ยิ่งก๊อปปี้ง่าย แค่ capture หน้าจอก็ได้แล้ว ยิ่งถ้า เนื้อหาหรือ content เป็นแบบข้อความนิ่งๆ เช่น วรรณกรรม ยิ่งมีโอกาสถูกก๊อปปี้ได้มากและไม่มีโอกาสที่จะปล่อย content ใหม่ออกมาทดแทนง่ายๆ เรียกว่าหลุดแล้วหลุดเลย ต่างกับพวกที่เป็นสาระความรู้หรือ non-fiction ที่ยังมีการอัพเดทใหม่ๆ ออกมา ทำให้ content ที่ถูกก๊อปปี้ไปด้อยค่าเพราะล้าสมัยไปตามเวลา

Read more

Nano Edition หรือนี่คือเทรนด์ของวารสารเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ iPad ?

เมื่อวานผมแวะร้านหนังสือในสนามบินฮ่องกง เห็นเทรนด์วารสารหลายหัวมากปรับเล่มเล็กลง บ้างก็เรียกว่าเป็น Nano edition ดูแล้วเหมือนว่าเทรนด์ใหม่วารสารฉบับพิมพ์คือการปรับรูปเล่มให้เล็กลง พกสะดวก และขนาดหน้าใกล้จอ iPad มากขึ้น

Nano1_resize

ที่จริงวารสาร small size แบบนี้มีทำกันมาก่อนแล้ว แต่ตอนนี้เริ่มเห็นมากขึ้น คาดว่าเตรียมเผื่อแปลงไปลง tablet ขนาด 9 นิ้วเช่น iPad ทั้งนี้การปรับหน้ากระดาษวารสารกับหน้าจอให้ขนาดใกล้กัน มองอีกมุมอาจเป็นอุบายปรับให้ผู้อ่านคุ้นชินกับแบรนด์นั้นในไซส์เล็กที่จะได้เห็นบ่อยขึ้นในอนาคตบนจอ tablet และยังแก้ปัญหาการเอาวารสารในขนาดเดิมลง tablet ที่ทำกันอยู่เดิมด้วย ซึ่งที่ทำกันอยู่มักใช้วีธีย่อทั้งหน้า เช่นเดียวกับการย่อฉบับพิมพ์ ซึ่งถ้าเป็นภาษาอังกฤษ การย่อขนาดวารสารยังอ่านได้สบายบนฉบับพิมพ์ เพราะความละเอียดของการพิมพ์จะสูงมาก (ความละเอียดเม็ดสกรีนสี่สีอยู่ที่ 150-200 จุดต่อนิ้ว) แต่บนจอ tablet ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันความละเอียดยังต่ำอยู่ เช่นประมาณ 100 จุดต่อนิ้ว ซึ่งไม่พอ ทำให้ผู้ใช้อาจต้องคอยซูมเข้าซูมออกตอนอ่าน ที่หนักกว่านั้นคือถ้าเป็นฟอนต์ภาษาไทยซึ่งมีหาง มีขีดเล็กๆ อย่างสระอี กับสระ อือ จะยิ่งอ่านยาก แต่หากปรับลดขนาดลงลงแล้วจัดหน้าใหม่ตามขนาดที่เหมาะสมด้วยเลย ช่วยให้อ่านลื่นไม่ต้องซูม

Nano2_resize

อีกอย่างขนาดหน้าวารสารที่ใกล้กับ tablet เช่น iPad หากเปลี่ยนเป็น digital edition อาจไม่ต้องใส่ลูกเล่นมากมาย และลดภาระการจัดหน้าใหม่ คือแทนที่วารสารฉบับดิจิตอลจะเน้นลูกเล่นเช่น double layout (portrait/landscape) และอื่นๆ ซึ่งบ้างก็สับสน บ้างก็ ok แต่รวมๆ แล้วก็มักจะแย่งความสนใจไปจากสาระหลักที่จะสื่อ ก็น่าทำให้วารสารฉบับดิจิตอล เน้นที่สาระหรือ content เป็นหลักเช่นเดิม แค่เพิ่ม multimedia, link และคุณสมบัติ interactive ต่างๆ เข้ามาตรงที่มีประโยชน์จริงๆ มากกว่า ในความเห็นผมคิดว่าการนำเสนอวารสารดิจิตอลในรูปแบบ “ใช้ effect เพียงเท่าที่จำเป็นและมีประโยชน์จริง” ผู้อ่านน่าจะรับและปรับได้ง่ายกว่าในระยะยาว

True เปิดตัว E-Book Store แห่งแรกของไทย


บริษัท ทรู ดิจิตอล คอนเท้นท์ แอนด์ มีเดีย จำกัด (True Digital Content and Media? – TDCM) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว E-Book Store หรือ Digital book store แห่งแรกของไทย www.truebookstore.com ในวันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553 เวลา 13.00?15.30 น. ณ Lobby Area, True Tower ชั้น 19 ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ (ตึกทรูทาวเวอร์ สำนักงานใหญ่ ตรงข้ามกับสถานทูตจีน) โดยมีสำนักพิมพ์ที่เข้าร่วมโครงการ และสื่อมวลชนให้ความสนใจกันอย่างคับคั่ง

True และตัวแทนจากสำนักพิมพ์ต่างๆที่เข้าร่วมโครงการ

คุณมานะ ประภากมล จากTrue Digital Content & Media และน้องซี ฉัตรปวีณ ตรีชัชวาลวงศ์ พิธีกรงานนี้

Read more