ทำไมสำนักพิมพ์ได้กำไรจากอีบุ๊คน้อยกว่าหนังสือเล่ม?

ข้อมูลจากหลายๆประเทศที่เริ่มมีการขายอีบุ๊คกันอย่างแพร่หลายพอสมควร บอกว่าสำนักพิมพ์ส่วนมากบ่นกันว่าการขายอีบุ๊คได้กำไรน้อยกว่าหนังสือเล่ม ซึ่งฟังแล้วดูเหมือนไม่น่าเป็นไปได้ เพราะการนำเสนอ content ผ่านรูปแบบ electronics media ไม่ต้องมีค่ากระดาษ ค่าพิมพ์ ไม่น่าจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการพิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม

แต่ความจริงแล้วเศรษฐศาสตร์ที่แตกต่างของต้นทุนและราคาขายในแต่ละประเทศ มีผลอย่างมากในการทำกำไรของสำนักพิมพ์ ในด้านบวก สิ่งที่สำนักพิมพ์จะลดต้นทุนได้ในกรณีของ e-book ก็คือ

  • ค่ากระดาษ ค่าเพลท ค่าพิมพ์
  • ? ลดการสูญเสียของหนังสือที่เหลือคืนหรือพิมพ์เกินกว่าที่ขายได้

ส่วนค่าใช้จ่ายในการเตรียม content หรือ pre-press น่าจะใกล้เคียงกัน ซึ่งคงต้องดูในรายละเอียดเพิ่มเติม ดังนี้

จากการที่ราคาหนังสือต่างประเทศนั้นค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับของไทย (ถึงแม้ราคานั้นจะจัดว่าถูกเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของประเทศนั้นๆ ก็ตาม) เช่น 5-6 ร้อยบาท เทียบกับบ้านเรา 2-3 ร้อยบาท ในขณะที่ต้นทุนการพิมพ์อาจจะไม่ต่างกับบ้านเรามากนัก เช่น 50-100 บาท ดังนั้นค่ากระดาษ ค่าพิมพ์ ที่ลดลงได้จึงเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าของไทย เช่นของต่างประเทศอาจเป็นเพียง 10% เท่านั้น ในขณะที่บ้านเราอาจมีสัดส่วนค่าพิมพ์ที่ลดได้สูงถึง 20% ดังนั้น e-book จึงมีส่วนที่ลดต้นทุนให้สำนักพิมพ์ไทยได้มากกว่า

ในส่วนของการลดการสูญเสียหนังสือคืนหรือพิมพ์เหลือแล้วขายไม่ได้นั้น ตัวเลขจากผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่อย่างซีเอ็ดยูเคชั่นบอกว่าค่าเฉลี่ยทั้งหมดของวงการใกล้จะแตะ 30% แล้ว ดังนั้นมูลค่าส่วนนี้ก็จะเป็นสิ่งที่สำนักพิมพ์สามารถประหยัดได้จากการแจกจ่ายหนังสือในรูปแบบ e-book เช่นเดียวกัน

ในทางกลับกัน มองในด้านลบ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มเติมขึ้นในการขายหนังสือในรูปแบบ e-book ก็คือ

  • ค่าหัวคิวหรือส่วนแบ่งการตลาดที่ต้องถูกชาร์จ 2-3 ต่อ คือโดยผู้ดำเนินงานร้านออนไลน์ e-book store, โดย developer ผู้พัฒนาระบบหน้าร้านออนไลน์ และที่สำคัญที่สุดคือโดยเจ้าของแพลทฟอร์มหรือระบบปฏิบัติการ เช่น Apple (iOS) หรือ Google (Android) ซึ่งรวมกันแล้วพอๆกับ หรืออาจจะมากกว่าส่วนแบ่งการค้าปกติที่สำนักพิมพ์ให้แก่สายส่ง (ผู้จัดจำหน่าย) และร้านค้าทั่วไป เช่น 30-40% เสียด้วยซ้ำ
  • ส่วนลดจากราคาปกที่ต้องให้ตามธรรมเนียมที่ว่า e-book จะขายในราคาที่ถูกกว่าหนังสือเล่ม เช่น อย่างน้อยก็ลด 20-30% จากราคาปกของหนังสือเล่มเดียวกัน

ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้ รวมแล้วหากมากกว่าต้นทุนการพิมพ์และมูลค่าหนังสือเหลือที่ลดได้ ก็จะกลับทำให้สำนักพิมพ์ได้รับส่วนแบ่งที่เหลือน้อยลง เช่นเหลือเพียง 10-20% จากราคาปก (ซึ่งต้องไปแบ่งต่อให้กับผู้เขียนอีก) สุดท้ายสำนักพิมพ์ก็ไม่เหลืออะไร จึงกลายเป็นแรงต้านที่ทำให้สำนักพิมพ์ขาดแรงจูงใจในการทำตลาด e-book ให้เติบโตอย่างที่ควรจะเป็น

 

Feature image : Maximilian Schönherr – CC BY-SA 3.0

รายชื่อผู้ให้บริการ e-book ในเมืองไทย

[update และแบ่งกลุ่มใหม่ตามผู้พัฒนาโปรแกรม ? ถึงวันที่ 11/07/55]

  1. I Love Library (Openserve) http://www.ilovelibrary.com
  2. Mobile E-Book (MEB by ASK Media) http://mebmarket.com
    ? CU-eBook Store (also by ASK Media)
  3. ebooks.in.th (PORAR Web Application) http://ebooks.in.th
  4. ZhAke BookStore (Outer Box) http://www.facebook.com/zhakebookstore และ www.zhake.com
  5. SWipeBook (SiamSquared Technologies) http://www.swipebook.com (?)
  6. eBooks (Asia Books) http://www.asiabooks.com/ThaiEBooksPage.aspx
  7. Se-ed http://www.se-ed.com
  8. Naiin PANN (Amarin) http://naiin.com
  9. Tato (G-Softbiz) http://www.thai-g.com และ http://www.tatointeractive.com
  10. Hytexts http://www.hytexts.com (ใช้ Bluefire reader ในการอ่าน)
  11. OokBee (IT Works) http://ookbee.com
    ? B2S (also by Ookbee) http://www.b2sebook.com
    ? AIS Bookstore (also by Ookbee) http://www.aisbookstore.com
    ? รวมถึงแอพ e-book ที่พัฒนาให้แบรนด์ต่างๆ อีกกว่า 90 ราย
  12. ThaiMagBook (Samart Multimedia) http://www.thaimagbook.com
  13. True Digital Bookstore http://book.truelife.com
  14. 4DBook http://www.4dbook.com

ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับ e-book (3)

3. E-book จะมีความสามารถในการทำ interactive กับผู้อ่านได้มากขึ้น

ข้อนี้ก็จริงแค่บางส่วน เพราะการทำ interactive ต้องอาศัยความสามารถในการพัฒนาเนื้อหาไปพร้อมๆกับการใช้ความสามารถของซอฟต์แวร์สร้าง e-book แต่สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่ทำหนังสือเล่ม อาจคุ้นเคยกับการสร้างภาพและตัวหนังสือนิ่งๆ เป็นหลัก การทำ interactive ให้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ การถ่ายวิดีโอ ใส่เสียงประกอบ ฯลฯ อาจกลายเป็นหน้าที่ของผู้เขียนที่จะต้องคิดเตรียมมาตั้งแต่ต้นทาง แล้วใช้เครื่องมือง่ายๆ ทำเองเลย เช่น iBooks Author ในแพลทฟอร์มระบบ iOS ของ Apple มากกว่า

25550706-102249.jpg
[e-book ที่สร้างจาก โปรแกรม iBooks Authors บนเครื่อง Mac]

4. E-book จะมีหน้าตาสวย และลูกเล่นแบบ e-magazine

อันนี้ในอนาคตน่าจะได้เหมือนๆกันหมดครับ ส่วนในปัจจุบันก็แล้วแต่ฟอร์แมทของร้านออนไลน์แต่ละแห่ง ถ้าเป็นร้านออนไลน์ของไทยส่วนใหญ่จะจัดหน้าสวยเหมือนหนังสือ คือหน้าต่อหน้า เพราะร้านออนไลน์บ้านนิยมแปลงไฟล์ที่สำนักพิมพ์ส่งมาให้ในรูปแบบ PDF มาเป็น e-book โดยตรงหน้าต่อหน้า ก็เลยได้สวยเท่าหนังสือเล่มฉบับพิมพ์ แต่ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ซึ่งการทำแบบนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือหน้าต่อหน้าอ้างอิงได้ตรงกับฉบับพิมพ์ การจัดรูปแบบของข้อความในแต่ละหน้าก็อยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งของรูปและข้อความ แต่ข้อเสียคือไม่สามารถปรับขนาดฟอนต์ให้ตัวใหญ่หรือเล็ก แล้วให้มีการจัดข้อความใหม่ตามขนาดอักษรที่เลือก (reflow text) ได้ ต้องใช้การซูมเข้าออกทั้งหน้าเท้านั้น ต่างกับฟอร์แมทของต่างประเทศอย่าง Amazon ที่เดิมใช้แบบข้อความลื่นไหลไปกับภาพ ทำให้ปรับขนาดอักษรให้อ่านสะดวกตามความชอบแต่ละคนได้ ซึ่งเหมาะกัับหนังสือที่ข้อความเยอะ ไม่เน้นภาพ และไม่ fix ตำแหน่งภาพว่าต้องอยู่ตรงกับข้อความ แต่ถ้าเป็นหนังสือที่มีภาพเป็นหลักจะดูยากมากและไม่น่าอ่านเลย

25550706-102454.jpg
[e-book แบบ PDF ที่นิยมใช้กันในร้านออนไลน์ของไทย]

25550706-102505.jpg
[e-book แบบที่ปรับขนาดฟอนต์และ reflow text ได้ อย่างของ Amazon Kindle ซึ่งตำแหน่งและจำนวนหน้าจะไม่คงที่ และที่สำคัญคือไม่สวยเอาซะเลย]

อันนี้คงต้องรอมาตรฐานใหม่ๆ ที่เพิ่งประกาศใช้ เช่น epub 3 ซึ่งจะเข้ามาช่วยในเรื่องนี้ แต่ก็ต้องอาศัยเครื่องมือจัดหน้าเช่น Adobe InDesign เวอร์ชั่นใหม่ๆ หรือ Apple iBooks Author แถมฟอร์แมทที่เอาไปใช้กันจริงๆ ก็เป็น อะไรที่ based-on แต่ไม่ใช่ fully compatible กับ epub 3 เสียอีก ไม่ว่าจะเป็นฟอร์แมทของ iBooks Author หรือ Amazon Kindle ตัวใหม่ก็ตาม แปลว่าเวลาจัดหน้าแล้วอาจมีการขยับหน้าตำแหน่งไปได้ ขึ้นกับความ compatible ของเครื่องมือด้านซอฟต์แวร์ที่ใช้ แถมยังต้องแปลงกันใหม่ ตรวจสอบและปรับแก้ต่างหากสำหรับแต่ละฟอร์แมทอีก น่าปวดหัวมิใช่น้อยเลย ;(

5. DRM สามารถป้องกันการก๊อปปี้ e-book ได้เกือบ 100%

อันนี้ใครที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์มาบ้างน่าจะพอบอกได้ด้วย sense แล้วว่ามันไม่จริง ป้องกันได้ก็แกะได้ เพียงแต่ความสะดวกยากง่ายแค่ไหนเท่านั้น คือผู้ใช้ทั่วๆไปอาจไม่ทำ แต่ถ้าเป็นนัก crack มือดีๆก็คงทำได้ไม่ยาก แต่ที่สำคัญผมว่าต้องเข้าใจก่อนว่าทุกอุปกรณ์สามารถ capture screen ได้ แถมความละเอียดหน้าจอก็สูงขึ้นทุกที ดังนั้นถ้า capture หน้าจอหนังสือไปทีละหน้าโดยการกดเพียงไม่กี่ปุ่ม จะเร็วและง่ายกว่าการเอาหนังสือเล่มไปถ่ายเอกสารเสียอีก อันนี้เป็นความสามารถในตัวระบบปฏิบัติการทั้งค่าย Android และ iOS จึงป้องกันได้ยาก ดังนั้นการป้องกันด้วย DRM จึงช่วยได้แค่บางส่วนเท่านั้น ยิ่งถ้าหนังสือ e-book ของคุณเป็นแบบ PDF ที่พูดถึงในหัวข้อก่อน คือมีรูปแบบหน้าต่อหน้าเหมือนฉบับพิมพ์ ก็ยิ่งสะดวกในการก๊อปปี้หน้าต่อหน้าไปใหญ่ แต่ถ้าเป็นพวก e-magazine ที่มีลูกเล่นหมุนแนวนอนอย่างแนวตั้งอีกอย่าง หรือเลื่อนอ่านขึ้นลงเฉพาะแต่ละบทความ คือไม่ได้เรียงหน้าต่อหน้าแบบฉบับพิมพ์ แถมมี interactive หรือมัลติมีเดียฝังมาด้วย อันนี้จะก๊อปปี้หน้าจอลำบากกว่า

สรุปคือการป้องกันในโลกนี้ไม่มีอะไร 100% ทำอย่างไรให้ผู้ใช้อ่านสะดวก และยอมจ่ายเงินซื้อน่าจะเป็นวิธีตอบโจทย์ที่ดีกว่า เรื่องนี้คงไม่มีทางออกที่ตายตัว เหมือนอย่างเพลงที่ขายกันบนเน็ตตอนนี้ก็เลิกระบบ DRM หมดแล้ว ในขณะที่ภาพยนตร์ที่ขายบนเน็ตยังใช้ DRM กันอยู่ คำถามคือแล้วหนังสือจะใช้แบบไหน แต่ละร้านออนไลน์ แต่ละสำนักพิมพ์คงต้องไปหาคำตอบเองครับ

ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับ E-book (2)

2. E-book จะมาทดแทนหนังสือฉบับพิมพ์ และทำให้หนังสือเล่มขายได้น้อยลง

25550704-103033.jpg

[Newsstand ใน iPad ทำให้การเลือกอ่านวารสารต่างๆ ในรูปแบบ e-magazine กลายเป็นเรื่องธรรมดาๆ การหยิบหนังสือจาก Bookshelf ของ Amazon, iBooks หรือร้านออนไลน์อื่นๆ ของไทยก็น่าจะค่อยๆกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปในไม่ช้า]

ข้อนี้ต้องแยกประเด็นว่า “หนังสือ” อะไร ถ้าเป็นหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร ประเภทที่เราอ่่านกันผ่านๆ อ่านแล้วก็ทิ้งไป หรือเรียกว่า casual reading นั้นน่าจะเริ่มเห็นผลกระทบของ e-book หรือ e-magazine มากขึ้นทุกที คาดกันว่าในไม่ช้านิตยสารฉบับพิมพ์คงจะค่อยๆ หายไปหมด แบบเดียวกับที่หนังสือพิมพ์ต้องไปขึ้นเว็บหรือปล่อยข่าวออนไลน์กันหมดแล้วในตอนนี้ แต่ถ้าเป็นหนังสือเล่มแบบที่อ่านเอาจริงเอาจังหรือ serious reading นั้นน่าจะเห็นผลช้ากว่า หลายแหล่งคาดกันว่าหนังสือเล่มจะไม่ถึงกับหายไปเลย แต่จะค่อยลดการเติบโตลงจนถึงขั้นไม่โตหรือหดตัวลงอย่างช้าๆ

แต่อีกสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือเราจะมีหนังสือแบบ e-book ให้เลือกอ่านกันมากมายกว่าเดิม เพราะหนังสืออีกจำนวนมากที่ไม่เคยมีโอกาสตีพิมพ์เพราะคาดว่ามีผู้อ่านจำนวนน้อยเกินไป ไม่คุ้มต้นทุนในการผลิต เช่น สีทั้งเล่ม ก็จะมีโอกาสพิมพ์ออกมาในรูปแบบ e-book มากขึ้น รวมทั้งนักเขียนหน้าใหม่ๆ ที่สร้างงานเองแล้วทำออกมาเป็น e-book เข้าร้านออนไลน์เลยโดยไม่ผ่านสำนักพิมพ์ก็จะมีมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันการที่ไม่มีบรรณาธิการคอยตรวจแก้ไข คัดกรอง ก็จะทำให้มีงานที่ไม่ได้คุณภาพหลุดออกมาวางตลาดมากขึ้น ทำนองเดียวกับการเขียนนิยายให้อ่านฟรีบนเว็บที่มีอยู่เป็นหมื่นเป็นแสนเรื่อง ซ้ำกันไปลอกกันมาบ้าง ที่ดีโดดเด่นก็มีบ้าง ปะปนกันไป

[ยังมีต่อครับ…]

ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับ E-book (1)

25550703-112059.jpg
[ภาพจาก e-book “สิ่งมหัศจรรย์ธรรมดา” โดย นิ้วกลม สำนักพิมพ์มติชน]

เมื่ออุปกรณ์อ่าน e-book เริ่มแพร่หลาย และสำนักพิมพ์/ร้านออนไลน์เริ่มทำหนังสือออกจำหน่ายในรูปแบบ e-book มากขึ้น ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ e-book หลายๆ อย่างที่คาดหวังหรือเชื่อกันมาแต่เดิมก็เริ่มกระจ่างชัดขึ้น อาทิเช่น

1. E-book จะทำให้หนังสือถูกลงได้หลายๆ เท่า เพราะสำนักพิมพ์จะขาย e-book ตรงให้ลูกค้าเลย

E-book ไม่ได้ทำให้หนังสือถูกลงมากถึงขนาดหลายๆ เท่าอย่างที่เคยคิดกัน เราเริ่มเห็นกันแล้วว่า ราคาหนังสือในรูปแบบ e-book ถูกกว่าฉบับพิมพ์บนกระดาษเพียงเล็กน้อย เช่น 20-30% (และมีแนวโน้มว่าอาจจะเพิ่มขึ้นหากยอดขายยังไม่สูงอย่างที่คาดหวังกัน) ทั้งนี้เพราะต้นทุนที่ลดลงของสำนักพิมพ์ มีแต่ส่วนของค่าพิมพ์ ค่าเพลท+แยกสีในระบบออฟเซ็ท และที่เป็นสัดส่วนมากที่สุดก็คือค่ากระดาษเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแค่ 20-30% ของราคาปกเดิม แต่ค่าใช้จ่ายหลักคือค่าจัดจำหน่ายผ่านร้านค้าออนไลน์ไม่ได้ถูกลงมากนัก คืออยู่ราว 30-40% ต่างกันไปตามระบบของร้านและแพลทฟอร์มที่ใช้ (เช่น ในระบบ iOS ของ Apple มีการคิดหัก 30% เปอร์เซ็นต์ซึ่งสูงกว่าระบบอื่น แต่ก็แลกมาด้วยฐานลูกค้าที่มีแนวโน้มจะควักกระเป๋าซื้อในสัดส่วนที่มากกว่า) รวมๆ แล้วค่าใช้จ่ายส่วนนี้ใกล้เคียงหรือถูกกว่าการจัดจำหน่ายหนังสือฉบับพิมพ์เพียงเล็กน้อย หรือบางกรณีอาจแพงกว่าเสียด้วยซ้ำ เพราะผู้ขายหรือร้านออนไลน์ก็เห็นว่าน่าจะขอแบ่งส่วนที่สำนักพิมพ์ลดต้นทุนการพิมพ์ได้มาชดเชยค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและดูแลระบบร้่านออนไลน์ของตนบ้าง

จากเดิมที่เคยคิดกันว่าเมื่อสำนักพิมพ์แต่ละราย ทำหนังสือในรูปแบบ e-book แล้วขายโดยการให้ดาวน์โหลดตรงไปยังอุปกรณ์ของผู้ซื้อเลย ความเป็นจริงก็คือผู้อ่านยังนิยมที่จะไปเลือกจากร้านออนไลน์ที่รวมหลายๆ สำนักพิมพ์มากกว่า อย่างน้อยก็ลดความยุ่งยากจากการล็อกอิน ใส่เลขที่บัตรเครดิต ฯลฯ รวมทั้งความวุ่นวายจากการโหลดหนังสือเดิมซ้ำกรณีเปลี่ยนเครื่อง เช่น แท็บเบล็ต เป็นรุ่นใหม่ ซึ่งถ้าซื้อจากร้านออนไลน์ไม่กี่แห่งก็ง่ายกว่าซื้อจากหลายร้อยสำนักพิมพ์ ซึ่งระบบร้านออนไลน์เหล่านั้นก็ต้องมีต้นทุนในการพัฒนาระบบ เขียนโปรแกรม ดูแลเซิร์ฟเวอร์ให้ทำงานได้ตลอดเวลา ค่าแปลงระบบป้องกันก๊อปปี้หรือ DRM (Digital Right Management) และค่ารับส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตด้วยความเร็วสูงพอที่ลูกค้าผู้ซื้อและดาวน์โหลดหนังสือจะไม่ต้องรอนานเกินไป (ค่าแบนด์วิธ) ผลก็ออกมาอย่างที่ว่าคือค่าใช้จ่ายที่หน้าร้านออนไลน์เหล่านี้คิดจากสำนักพิมพ์เลยไม่ลดลงกว่าหน้าร้านแบบเดิม

สภาพการณ์นี้น่าจะคงอยู่ไปอีกระยะหนึ่ง เพราะมีผู้ให้บริการร้านออนไลน์สำหรับ e-book ในเมืองไทยมากมายกว่า 13-14 รายที่เข้ามาแย่งเค้กชิ้นนี้ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่งน่าจะมีการปรับตัว รายที่ไม่ประสบความสำเร็จอาจต้องปิดตัวลงหรือรวมกิจการกับรายอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการดำเนินงานลดลงได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้รับรองว่าจะมาคิดเงินกับสำนักพิมพ์ถูกลงนะครับ ;(

[ยังมีต่อครับ]