GPS เทคโนโลยี VS ความเป็นส่วนตัวของคุณ

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็คงรู้จักเจ้าอุปกรณ์บอกตำแหน่งด้วยสัญญาณดาวเทียม หรือจีพีเอส (GPS ? Global Positioning System) กันมากพอสมควรแล้ว (ก่อนอื่นขอย้ำว่าอย่าเอาไปปนกับ GPRS ? General Packet Radio Service นะครับ อันนั้นมันเป็นการต่อเน็ตหรือรับส่งข้อมูลผ่านมือถือ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน) ที่ผมใช้คำว่า ?บอกตำแหน่ง? ก็คือแปลจาก Positioning เพราะความจริงแล้วสัญญาณจากดาวเทียมที่อุปกรณ์จีพีเอสรับมานั้นมันเพียงแต่บอกว่าคุณอยู่ตรงไหน ละติจูดและลองจิจูดที่เท่าไหร่บนพื้นผิวโลกเท่านั้น (ความจริงสามารถบอกว่าคุณอยู่ที่ระดับสูงจากระดับน้ำทะเลเท่าไหร่ได้ด้วย) แต่ไม่ได้ช่วยนำทางอะไรเลย การที่อุปกรณ์จีพีเอสสามารถนำทาง (Navigation) ให้คุณขับรถไปไหนต่อไหน หรือแสดงแผนที่ต่างๆ ได้นั้นจะต้องมีข้อมูลอยู่ในตัวอุปกรณ์นั้นๆ เอง หรือไม่ก็สามารถดาวน์โหลดแผนที่ผ่านอินเทอร์เน็ตได้ แล้วค่อยเอาตำแหน่งของคุณที่สัญญาณดาวเทียมบอกมาอย่างต่อเนื่อง (ซึ่งจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เมื่อคุณเคลื่อนที่) มาเทียบกับพิกัดบนแผนที่ จากนั้นถึงจะบอกได้ว่าคุณอยู่ที่ไหน บนถนนอะไร ใกล้สถานที่สำคัญ (ที่เรียกกันว่า Point of Interest หรือ POI) อะไรบ้าง และควรจะเดินหน้าถอยหลังหรือไปทางขวาทางซ้ายอย่างไรถึงจะไปยังจุดที่ต้องการได้ ถ้าปราศจากข้อมูลแผนที่เสียแล้ว ระบบจีพีเอสก็จะบอกได้เพียงตำแหน่งของคุณเป็นตัวเลขที่ไร้ความหมาย หรือเป็นจุดบนพื้นที่ว่างๆ ที่ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรได้ อย่างมากก็บอกได้แค่ว่ากำลังมุ่งหน้าไปทางทิศไหน เช่น ขึ้นเหนือ หรือมุ่งตะวันออกเฉียงใต้ เท่านั้น

Read more

โลกดิจิตอลไร้สาย

หลายปีที่ผ่านมา เราคุ้นชินกับโลกดิจิตอลที่ทวีความเร็วสูงขึ้นทุกที จากโมเด็ม 56K กลายเป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ADSL) จากที่เคยต่อเน็ตผ่านมือถือด้วยความเร็วที่แทบจะรับไม่ได้ของ GPRS ธรรมดาราว 40K กลายเป็น Edge ที่เร็วขึ้นอีก 3-4 เท่า สารพัดอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อเน็ตซึ่งเคยมีขนาดใหญ่จนต้องวางอยู่กับที่ เช่นเครื่องเดสก์ท็อปและโมเด็ม เริ่มเล็กลงและสามารถแบกหรือพกพาไปไหนต่อไหนได้สะดวกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโน้ตบุ๊ค เน็ตบุ๊ค โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน และแม้แต่เกมคอนโซลบางรุ่น ซึ่งนอกจากจะพกพาไปไหนๆได้แล้ว อุปกรณ์เหล่านี้รุ่นใหม่ๆยังเริ่มมีความเร็วในการต่อเน็ตสูงกว่าอุปกรณ์เดิมๆ ที่พกพาไม่ได้เสียด้วยซ้ำไป ปัจจุบันมาตรฐาน 3G ใหม่สามารถรับส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงถึง 7.2 เมกะบิต (ต่อวินาที) เทียบกับโฆษณาไฮสปีดอินเทอร์เน็ตที่โปรโมทกันอยู่ทั่วไปในปัจจุบันในราคาเดือนละไม่กี่ร้อยบาท ซึ่งมีความเร็วเพียง 1-2 เมกะบิตเท่านั้น (สำหรับ ADSL ถ้าคุณอยากใช้ความเร็วสูงกว่านี้ บ้านจะต้องอยู่ห่างจากอุปกรณ์ที่ชุมสายไม่เกินประมาณ 1-2 กิโลเมตรเท่านั้น) ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่อุตส่าห์มีคนเอาเครื่องiPhone มาจับโปรแกรม Apache ยัดลงไป แล้วทำให้มันกลายเป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์สำหรับให้บริการเรียกดูเว็บเพจแก่เครื่องอื่นๆ ทั่วโลก ทั้งๆ ที่ยังห้อยอยู่ข้างเอวหรือก้นกระเป๋าถือของคุณด้วยซ้ำ (บังเอิญว่าระบบของ iPhone มีพื้นฐานมาจาก Mac OS X และUnix จึงมีคนหาทางทดลองทำจนได้ เอาเข้าไป!)? หรือแอพพลิเคชั่นอีกหลายๆตัวที่ทำงานในแบบ real-time และส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต ก็เริ่มจะมีใช้กันบนสมาร์ทโฟนรุ่นต่างๆ ที่รองรับระบบ 3Gกันบ้างแล้ว ตัวอย่างเช่น โปรแกรมวัดอัตราการเต้นของหัวใจและข้อมูลอื่นๆของคนไข้ เพื่อให้แพทย์สามารถติดตามดูแลคนไข้ได้ตลอดจากระยะไกล อย่างที่ Apple ได้แสดงให้ดูในงานเปิดตัวเครื่อง iPhone 3GS และ firmware (OS) 3.0เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง คุณรู้หรือเปล่าว่าเครื่องเกมคอนโซลแบบพกพา PlayStation ของโซนี่นั้น สามารถเล่นเกมร่วมกับใครก็ได้ที่บังเอิญมานั่งอยู่ใกล้กันในรัศมีทำการของระบบไร้สาย ไม่ว่าจะเป็นบนรถใต้ดิน ในม้านั่งในสวนสาธารณะ ในห้องเรียน (อันนี้คงไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่) และที่อื่นๆ

Read more

E-book จริงหรือที่ว่ามันคืออนาคตของการอ่าน ?

หมายเหตุ: บทความนี้จะเป็นการสรุปเนื้อหาที่ผมเตรียมไปพูดแบบ #ignite ในงาน Ignite Bangkok (www.ignitebangkok.com) ในวันที่ 3-4 มีนาคมที่จะถึงนี้ที่ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC – เอ็มโพเรียม สุขุมวิท) ห้อง Auditorium ดังนั้นจึงจะมีการอัพเดทเป็นระยะจนกว่าจะเขียนเสร็จ (ซึ่งก็คงใกล้วันงานพอดี) สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักการพูดแบบ ignite ก็เข้าไปดูที่เว็บดังกล่าวได้ สรุปสั้นๆก็คือให้พูดเรื่องอะไรก็ได้ แต่มีเวลาแค่ 5 นาทีและ 20 สไลด์ โดยสไลด์จะเปลี่ยนเองทุกๆ 15 วินาที? เนื้อหาจึงต้องกระชับ ไม่เยิ่นเย้อ ตามสโลแกนที่ว่า “enlighten us, but make it quick”

สำหรับวิดีโอที่ไปพูด ดูได้ที่นี่ครับ (5 นาที)

[vodpod id=Video.3219271&w=480&h=270&fv=]

Amazon's Kindle DX

Amazon's Kindle DX

เนื้อหาโดยย่อ: ถึงตอนนี้ใครๆก็เริ่มตื่นเต้นกับเครื่องอ่าน e-book ในสารพัดรูปแบบที่กำลังจะออกมาให้ใช้กัน ไม่ว่าจะเป็น iPad, Kindle, Nook, G-Tablet หรืออื่นๆ แต่อนาคตของ e-book จะเป็นอย่างไร และมันจะทำให้เราเลิกอ่านหนังสือบนกระดาษกันได้จริงๆหรือ ประเด็นสำคัญอยู่ตรงไหนกันแน่ ในฐานะของคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างหนังสือกับเทคโนโลยี คือเป็นทั้งคนทำหนังสือด้าน IT และอยู่ในแวดวงหนังสือมานับสิบปี ขอรวบรวมข้อมูลและข้อคิดเห็นล่าสุดจากหลายมุมมองมาเล่าสู่กันฟัง

16 เรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ E-book

1. E-book เริ่มมีมานานแล้วบน PC/Mac ?แต่เพิ่งจะเริ่มได้รับความสนใจมากเมื่อเร็วๆนี้

ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะแต่เดิม E-book เป็นแบบที่ต่างคนต่างทำ มีหลากรูปแบบ หลายมาตรฐาน บางรายทำแบบ proprietary กันมานาน แต่ละคนมี tool ของตัวเอง บางคนก็ใช้ไฟล์แบบ PDF เพื่อให้เปิดได้ทุกที่ บางคนก็ทำโดยใช้โปรแกรมอย่าง Adobe Flash เพื่อเน้น effect ทางด้าน multimedia ผสมกับวิดีโอ แต่ที่เหมือนกันคือส่วนมากจะทำให้อ่านบนเครื่องคอมพิวเตอร์ จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้ที่มือถือแบบ Smartphone ซึ่งมีจอขนาดใหญ่ได้รับความนิยมแพร่หลาย จึงมีคนทำทั้งโปรแกรมอ่านและตัวหนังสือ E-book เองให้อ่านได้บนมือถือเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น เครื่องอ่าน E-book ของ Amazon ที่เรียกว่า Kindle มีโปรแกรมที่ทำให้อ่านไฟล์แบบเดียวกันได้บน Smartphone หลายๆ ค่าย

2. ในปีนี้ (2010) จะมีผู้ผลิตเครื่อง E-book reader ออกมามากมายในรูปแบบของ Tablet computer

ทั้งนี้เพราะเทคโนโลยีต่างๆ เริ่มจะเข้าที่และดีพอที่จะทำเครื่องออกมา และแต่ละรายก็พยายามหาจุดขายที่เป็นได้มากกว่าเครื่องอ่าน E-book เฉยๆ กลายเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนตัวในรูปแบบใหม่ ที่ฮือฮาที่สุดก็คงไม่พ้น Apple ที่เปิดตัว iPad ก่อนใคร (อ่านเรื่อง ?iPad: ฤาจะเป็นแพลทฟอร์มนี้ที่เปลี่ยนโลก? ได้ใน D+Plus ฉบับที่แล้ว) และตามมาติดๆด้วย G-Tablet (ชื่อยังไม่เป็นทางการ) ของ Google ที่น่าจะใช้ระบบปฏิบัติการกึ่งบราวเซอร์อย่าง Chrome (ของกูเกิ้ลเอง ซึ่งมีหน้าตาแบบเดียวกับบราวเซอร์ Chrome ที่กูเกิ้ลแจกฟรีให้ใช้กันอยู่) ออกมาด้วย ทั้งหมดนี้ทำเอาค่ายที่ขายหนังสือและ E-book reader เป็นหลักอยู่อย่าง Amazon ที่ขาย Kindle ต้องปรับตัวขนานใหญ่ หรือแม้แต่ Barnes and Noble เชนร้านหนังสือใหญ่ของอเมริกา ต้องเปิดตัวเครื่องอ่าน E-book ของตนในชื่อ Nook ออกมาสู้ ส่วนอีกทางหนึ่งบรรดาผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ทั้งหลายเช่น Acer, HP, Dell ก็ต้องออก Tablet computer โดยใช้ระบบปฏิบัติการทชั้หลากหลาย มีทั้ง Chrome ของ Google หรือ Windows 7 ของไมโครซอฟท์มาเอี่ยวด้วย ทั้งหมดนี้มากพอจะทำให้ตลาดอุปกรณ์สายพันธ์ใหม่นี้เดือดได้ทีเดียว

Read more

iPad : ฤาจะเป็นแพลทฟอร์มนี้ที่เปลี่ยนโลก ?

หมายเหตุ:

  1. บท ความนี้ตีพิมพ์ลงคอลัมน์ Plus Tag ในวารสาร D+Plus ปีที่ 14 ฉบับที่ 79 กุมภาพันธ์ 2553 หน้า 10-13 ซึ่งจะดูทั้งเล่มในแบบ PDF ได้ที่นี่
  2. บทความนี้เขียนขึ้นก่อนการเปิดตัว GTablet ของ Google

D+Plus ปีที่ 14 ฉบับที่ 79

มเชื่อว่าใครๆ ก็คงเห็นข่าวการเปิดตัวคอมพิวเตอร์แบบ tablet ในชื่อ iPad ของแอปเปิลเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข่าวฮือฮากันไปทั่วโลก ซึ่งปฏิกิริยาของผู้คนทั่วไปต่อข่าวนี้ก็หลากหลาย บ้างก็ตื่นเต้นรอคอย บ้างก็ผิดหวัง บ้างก็สงวนท่าที และสำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่านรายละเอียด ขอเก็บมาสรุปสั้นๆ และเล่าขยายอีกทีดังนี้ครับ

iPad : คอมพิวเตอร์รูปลักษณ์ใหม่จาก Apple

iPad : คอมพิวเตอร์รูปลักษณ์ใหม่จาก Apple (ภาพจาก www.apple.com)

iPad เป็นคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในรูป ?Tablet? ที่จะเรียกว่า ?สมุดบันทึก? หรือ ?แผ่นกระดาน? ก็ได้ มีขนาดประมาณ 19 x 24 นิ้ว คือกว้างและยาวกว่าวารสาร D+ Plus ฉบับที่คุณถืออยู่นี้ออกไปอีกข้างละประมาณ 2 เซนติเมตร หนาประมาณครึ่งนิ้วหรือ 1.3 เซนติเมตร หนักประมาณ 7- 8 ขีด แล้วแต่รุ่น เรียกว่าเบากว่าโน้ตบุ๊คขนาดเล็กหรือเน็ตบุ๊คอยู่ประมาณ 20 -30% โดยที่ทั้งเครื่องมีแค่จอภาพแบนๆ ชิ้นเดียว ไม่มีคีย์บอร์ดจริงติดมาด้วย โดยมีคีย์แบบสัมผัสให้บนจอ เช่นเดียวกับ iPhone (แต่สามารถใช้คีย์บอร์ดจริงแบบ Bluetooth เชื่อมต่อเข้ามาได้) หน้าจอสีขนาด 9.7 นิ้ว ความละเอียด 1024 x 768 จุด เป็นระบบสัมผัสแบบ capacitive แบบเดียวกับ iPhone คุณจึงสามารถใช้นิ้วมือลากเพื่อสั่งการได้เหมือนกัน ใช้ซีพียูที่เรียกว่า A4 ความเร็ว 1 GHz ซึ่งทางแอปเปิลผลิตเอง แต่ที่จริงก็คือซื้อลิขสิทธิ์ซีพียู Cortex-A9 จากบริษัท ARM ผู้นำเทคโนโลยีซีพียูประหยัดพลังงานในอุปกรณ์พกพาทั้งหลายมาพัฒนาต่อให้เป็นของ iPad โดยเฉพาะ ซึ่งก็คล้ายกับซีพียูที่ออกแบบโดย ARM เช่นกันซึ่งใช้ใน iPhone (ความเร็วอยู่ที่ 400 ? 600 MHz) และผลิตโดย Samsung ดังนั้น iPad จึงสามารถใช้ iPhone OS 3.2 และโปรแกรมต่างๆ ได้เหมือนกัน แบตเตอรี่ใช้งานได้ 10 ชั่วโมง และปิดไว้ได้โดยไม่ต้องชาร์จถึง 14 วัน (คาดกันว่าซีพียูตัวนี้อาจจะใช้ใน iPhone รุ่นถัดไปด้วย)

Read more